แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ habits แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ habits แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

7 นิสัยเติมพลังเพิ่มความสุขในการทำงาน


วันนี้ผมก็เอาเรื่อ  7 นิสัยเติมพลังเพิ่มความสุขในการทำงาน มาฝากครับ เรื่องราวต่างๆ ที่จะทำให้คุณอารมณ์ดีเวลาทำงาน ไปลองรับชมกันเลยครับว่าเป็นอย่างไร

ที่ทำงานส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยบรรยากาศเคร่งเครียด เพราะทุกคนก็พยายามทำภาระหน้าที่อย่างใจจดใจจ่อมากที่สุด แต่หากปรับเปลี่ยนทัศนคติเติมความสุขเข้าไปในออฟฟิศสักหน่อย ด้วยการเปลี่ยนนิสัย 7 อย่างต่อไปนี้ การทำงานก็คงสดใสขึ้น

นิสัยที่ 1 คือ เริ่ม มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานก่อนจะเช็กอีเมลแม้ว่าการตรวจงานแต่เช้าจะฟังดูขยัน แต่การสังสรรค์กับคนข้างๆ ก่อนจะหลุดเข้าไปในหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นเรื่องดีไม่น้อย

นิสัยที่ 2 คือ ชงกาแฟมาเผื่อเพื่อนๆ บ้างบางคนอาจจะกำลังง่วนอยู่กับการทำงานจนไม่มีเวลาลุกไปหยิบเอง ดังนั้นการแสดงให้เห็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ก็ย่อมสร้างความประทับใจได้อย่างแน่นอน

นิสัยที่ 3 คือ เร่งทำงานให้เสร็จเพื่อจะได้มีเวลากระชับสัมพันธ์การเร่งงานอาจจะเหนื่อยสักหน่อย แต่นอกจากงานจะเสร็จเร็วขึ้นแล้ว ยังมีเวลาเรื่องงาน เรื่องสัพเพเหระ หรือจะช่วยกันทำความสะอาดที่ทำงานเพื่อสุขภาพของทุกคนก็ได้

นิสัยที่ 4 คือ ยิ้มก่อน พูดทีหลังอาจจะฟังแล้วดูเหมือนคนบ้าที่ยิ้มโดยไม่มีสาเหตุ แต่รอยยิ้มพิมพ์ใจช่วยให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลาย และอยากคุยด้วยมากขึ้น

นิสัยที่ 5 คือ เลิกกินของหวานที่อุดมไปด้วยน้ำตาลแม้ร่างกายที่ทำงานหนักอาจจะโหยหาขอเค้กหรือโดนัทสักชิ้น แต่เชื่อได้เลยว่าพลังงานเหล่านั้นจะหายไปและเหลือไว้แต่ความหดหู่ ดังนั้นควรหันไปหาทางเลือกที่ดีกว่า อย่างเช่น ผลไม้ และอย่าลืมเอามาเผื่อพนักงานร่วมโต๊ะด้วย จะได้มีพลังช่วยกันฝ่าฟันโปรเจกต์สุดหินกันได้ถ้วนหน้า

นิสัยที่ 6 คือ ลองหาคลิปวิดีโอตลกๆ ในยูทูบดูเนื่องจากการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยเสียงหัวเราะ ช่วยบรรเทาความเครียด และเลิกคิดมากว่าวันนี้จะต้องเจอพายุงานอะไรถาโถมใส่บ้าง

นิสัยที่ 7 คือ สร้างแรงจูงใจในการทำงานอาจจะให้รางวัลกับทุกชิ้นงานที่ทำเสร็จ เช่น ถ้าเกิดเลขาฯ สุดสวยจัดทริปการเดินทางไปทำธุรกิจให้เจ้านายเสร็จ อาจจะไปนั่งจิบกาแฟชิลๆ สัก 10 นาที แบบนี้ก็จะรู้สึกมีกำลังใจและแรงผลักดันให้ต่อสู้กับภาระชิ้นต่อไปมากขึ้น 
Credit : SmartSME

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ  7 นิสัยเติมพลังเพิ่มความสุขในการทำงาน แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ  SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ไอศกรีมดับร้อน ชอบทานรสไหน บอกนิสัยคุณได้นะ


ในวันที่อากาศร้อน หลายๆคนต้องมองหาไอศกรีม ซึ่งไอศกรีมเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด  นอกจากจะดับร้อนแล้ว คุณชอบไอศกรีมรสไหนยังบ่งบอกความเป็นคุณได้อีกด้วย  โดยวันนี้เรานำเกร็ดน่ารู้ทายนิสัยจากรสไอศกรีมมาฝาก ซึ่งมีที่มาจากการศึกษาของบริษัทผู้ผลิตไอศกรีมในสหรัฐ Edy's Grand Ice Cream โดย ดร.อลัน อาร์ เฮิร์ช ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาวิจัยและรักษาทางด้านการรับรู้กลิ่นและรสเมืองชิคาโก พบว่าบุคลิกภาพของคนเรานั้นสัมพันธ์กับรสชาติไอศกรีมที่ชื่นชอบ แต่รสชาติไหนจะบ่งบอกว่าคุณเป็นคนแบบใด มารับชมกันเลยครับ
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสวานิลลา
คุณเป็นคนชิลล์ๆ ร่าเริงสดใส อยู่ด้วยแล้วรู้สึกอุ่นใจ ไปไหนจึงมีแต่คนรัก แต่อีกมุมหนึ่งก็แอบซ่อนความเจ้าชู้แบบไม่รู้ตัว เพราะลึกๆ แล้วเป็นคนขี้เบื่อ จึงแสวงหาเรื่องตื่นเต้น เร้าใจอยู่ตลอดเวลาค่ะ
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสช็อกโกแลต
คุณคืออาร์ตตัวแม่!! เซนซิทิฟ อ่อนไหว ช่างฝัน รักอิสระ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เปลี่ยนแปลงเร็ว อัพเดทกันแบบนาทีต่อนาที ที่สำคัญปรี๊ดง่าย หายเร็ว แม้ภายนอกจะดูมั่นใจเกินร้อย แต่ลึกๆ แล้วก็แอบหัวโบราณนิดๆ เป็นคนยึดในขนบธรรมเนียมประเพณี ให้ความสำคัญกับสิ่งที่พ่อแม่และคุณครูอบรมสั่งสอนเป็นอย่างมากค่ะ
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่
เป็นคนที่หลงใหลกับความหอมหวานของรสสตรอเบอรี่ มักเป็นคนที่มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มองโลกในแง่ดี และมีความโรแมนติกสูง หวานแหวว ขี้อาย แต่ในทางกลับกันก็ขี้หึงเอาเรื่องนะคะ เอาเป็นว่าถ้ารักจะคบคนนี้ คงต้องยอมๆ กันหน่อย
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสกาแฟ
ไอศกรีมรสนี้ฟ้องว่าคุณ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบค่ะ มีความเป็นผู้นำสูงปรี๊ด มั่นใจเกินร้อย เชื่อมั่นในความสามารถของตนเองอย่างเหลือล้น มีความรับผิดชอบ ชอบท้าทายตัวเองด้วยสิ่งที่ยากๆ เพราะเชื่อในสุภาษิตที่ว่า ความพยายามอยู่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสช๊อคโกแลตชิพ
คุณคือสมาชิกชมรม “โลกสวย” เชื่อว่าทุกสิ่งรอบตัวสวยงาม กระตือรือร้นและชอบความท้าทาย มักจะตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้สูง จนดูเป็นคนมั่นใจเกินไป เมื่อเจอปัญหาจะสู้ชนิดหัวชนฝา เรียกว่าแพ้ไม่เป็นเลยทีเดียวล่ะ
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสกระทิ
คุณเป็นคนสบายๆ มีโลกส่วนตัวสูงมาก รักสันโดษ ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับตนมากนักเวลาคิดอะไรมักไม่ค่อยพูด แต่จะแสดงออกด้วยการกระทำมากกว่า 
  ผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมรสเชอร์เบต
คุณเป็นคนช่างฝัน อาจเข้าข่ายเพ้อฝันในบางครั้ง เข้ากับคนได้ง่ายรอบตัวคุณ จึงมีแต่ความสนุกสนาน จริงจังกับความรัก แถมยัง
โรแมนติกเอาการ ชอบสร้างบรรยากาศรักชวนฝัน ช่างเอาอกเอาใจ ใครได้เป็นแฟนถือว่าโชคดีมากมาย
ขอบคุณรูปจาก www.dek-d.com

ใครเป็นอย่างไรบ้างครับ ตรงกันบ้างไหมเอ่ย แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ 
SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

‘น้องคะน้า’ สาวสวยสารคาม สู้ชีวิต...สานฝัน จากเด็กเก็บขยะสู่เศรษฐีพันล้าน!!

วันนี้มาพบกับสาวสู้ชีวิต จากชีวิตที่รันทด ใจสู้ จนพิชิตเงินล้าน และยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มาพบกับเรื่องราวของสาวสวยคนนี้ได้เลยครับ กับ ‘น้องคะน้า’ สาวสวยสารคาม สู้ชีวิต...สานฝัน จากเด็กเก็บขยะสู่เศรษฐีพันล้าน!!

ชีวิตของคนเรามีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีทั้งรวยและจน อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกว่าอยากมีความสุขหรือความทุกข์ แต่สำหรับน้อง ’คะน้า“ หรือ ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ สาวสวยจากจังหวัดมหาสารคาม วัย 29 ปี ได้เลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเองด้วยการตั้งเป้าไว้ว่า “อยากรวย” เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นหนี้นับล้าน และเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของตัวเอง จากเด็กเก็บขยะกลายเป็นเศรษฐีพันล้านได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธอ พร้อมเรื่องราวเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีและปรัชญาดี ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต  
“ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของเรา    มีฐานะปานกลาง พ่อแม่ทำงานรับราชการ คะน้ามีน้องชาย 1 คน ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ ของครอบครัวก็ปกติทั่วไป เมื่อย่างเข้าสู่วัยนักศึกษา ชีวิตก็เปลี่ยนไปเพราะครอบครัว   โดนโกง เนื่องจากคุณพ่อไปช่วยค้ำประกันให้คนอื่น จึงต้องใช้หนี้แทนคนที่มาขอให้ช่วยค้ำประกันซึ่งเป็นเงินประมาณ 2 ล้านบาท พ่อ  กับแม่ต้องทำงานพิเศษเพิ่มเพื่อช่วยวิกฤติภายในครอบครัว ครอบครัวคะน้าไม่ปิดบังลูกเวลามีปัญหาอะไรจะบอกเล่าให้กันฟัง พอทราบเรื่องรู้สึกสงสารพ่อกับแม่มาก สิ่งไหนที่พอจะช่วยประหยัดได้ก็จะช่วย” 
นับจากวันนั้น ครอบครัวของเธอคนนี้ จึงเหมือนกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ คะน้าเองต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรไม่ให้เป็นภาระของครอบครัว คือไม่ใช้เงินเปลือง รวมทั้งช่วยทำงานต่าง ๆ ที่จะให้ได้เงินมา เช่น วันเสาร์ อาทิตย์รับเสื้อผ้าไปขายหรือเอาเสื้อผ้าเก่าไปขายที่ไนท์บาซาร์ หรือตามเทศกาลต่าง ๆ รวมถึงเก็บใบตองมาพับกระทงขายในเทศกาลลอยกระทง ซึ่งใบตองได้มาฟรีทำให้ได้เงินเยอะโดยไม่ต้องลงทุน หรือเห็นเศษผ้าเหลือใช้ก็เก็บมาทำริบบิ้นส่งขายตามร้านขายผลไม้และร้านขายกระเช้าของขวัญในตัวเมือง 
กลายเป็นว่ายอดขายของทั้งปีได้เงินจากการนำของเหลือใช้จากคนอื่นมาต่อยอด หลังเลิกเรียนจึงรีบกลับบ้านมานั่งทำของขาย ไม่เคยไปเที่ยวสังสรรค์ปาร์ตี้   กับเพื่อน ๆ ซึ่งความจริงแล้วถ้าเป็นชีวิตของคนอื่น ๆ คงจะเป็นสังคมที่ต้องมีเพื่อนมีสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ แต่เรารู้หน้าที่ว่าควรจะอยู่ช่วยครอบครัวเป็นกำลังใจให้พ่อกับแม่ ถ้าคะน้าไม่อยู่ข้างพ่อแม่แล้วใครจะอยู่ และเขาต้องมานั่งเป็นห่วงลูกอีกว่าจะเป็นอย่างไรกลับบ้านหรือยัง สู้เราอยู่ใกล้ ๆ นั่งทำงานให้เห็นได้เงินมาก็นำมาช่วยกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ถึงแม้ว่าโบอันหนึ่งจะได้เงินแค่  5-10 บาท แต่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมกันทั้งปีก็ได้เป็นหลักหมื่นเหมือนกัน
“นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมหรือหลังโรงเรียนเลิกจะไปเก็บกระป๋องโค้กและขวดน้ำที่ตกอยู่ตามพื้นมาชั่งกิโลขาย ถือว่าเป็นการช่วยให้บ้านเมืองสะอาดด้วย หากวันไหนที่เห็นว่าคนน้อยมากก็รื้อเก็บจากถังขยะเลย แต่ถ้าคนเยอะ ๆ จะไม่ทำเราต้องให้เกียรติคนอื่นด้วย พูดจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเพราะอาย บอกได้เลยว่าคะน้าไม่อายในสิ่งที่ทำ เพราะคิดอย่างเดียวว่าอยากได้เงินมาช่วยพ่อกับแม่ และสิ่งที่ทำมันเป็นเรื่องดี ตรงกันข้ามกลับรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำ“
อีกอย่างด้วยความที่น้องคะน้าเป็นคนผิวขาว ตัวเล็ก และดูโดดเด่นในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้มีคนมาทาบทามขอเลี้ยงดู กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีคนตามมาขอเลี้ยงดูในเฟซบุ๊กอยู่ แต่คะน้าปฏิเสธหมดเพราะสามารถหาเงินเองได้ ถ้าสมมุติเราเลือกที่จะให้คนเลี้ยงดูก็จะไม่มานั่งเก็บขยะหรอก เนื่องจากการที่ได้เงินมาง่ายและเร็วจะไม่รู้ค่าของเงินที่แท้จริง แต่การที่ได้เงินมาจากน้ำพักน้ำแรงของเราเองต่างหากที่เป็นตัวที่ทำให้รู้ค่า  ของเงิน การที่เรามาจากรากหญ้าก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน
หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะสถาปัตย กรรม ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามแล้วก็มาทำงานประจำบริษัทในกรุงเทพฯ ตรงตามสาขาที่เรียนมา ได้เงินเดือน 18,000 บาท ถือว่าเยอะสำหรับคนต่างจังหวัด แต่สำหรับเราไม่พอช่วยพ่อแม่ เพราะค่าเช่าห้องพัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ซึ่งค่าครองชีพในกรุงเทพฯ สูงมาก จึงคิดหางานพิเศษทำโดยไปเดินดูของขายที่สวนลุมไนท์บาซาร์ เจอสบู่มีกลิ่นหอมมากคนญี่ปุ่นรุมซื้อ จึงไปติดต่อรับเอามาขายและตั้งใจว่าจะออกแบบทำแพ็กเกจใหม่และส่งไปขายต่างประเทศ 
จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มที่ตรงนี้เมื่อ   พกสบู่ติดตัวมาที่ทำงานด้วย เมื่อมีเวลาว่างในช่วงพักเที่ยงจะเอามาออกแบบแพ็กเกจ มีคนมาถามว่ากลิ่นอะไรหอมจังจึงขายสบู่ไปด้วย กลายเป็นว่าตัวเรากลายเป็นหน้าร้านขายสบู่ได้เงินวันละ 1,000 บาท รู้สึกดีใจมากน้ำตาไหลเลย เพราะเป็นการทำกำไรที่ดีมาก ต่างจากการทำงานทั้งเดือน 20 กว่าวันเพื่อจะได้เงิน 10,000 กว่าบาท แต่ขายสบู่ได้เงินวันละ 1,000 บาท จึงเห็นช่องทางแล้วว่าสบู่ช่วยทำเงิน จึงเปิดเว็บไซต์โพสต์ว่าขายสบู่ หลังจากนั้นเริ่มเจอลูกค้ามากขึ้น และลูกค้าถามว่ามีผลิตภัณฑ์อย่างอื่นอีกไหม จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามาขาย
เมื่อเห็นความต้องการของตลาดว่าต้องการครีมบำรุงผิวหน้า จึงตัดสินใจเอาบัตรเครดิต 3 ใบรูดซื้อครีมมาหมดเลย 150,000 บาท และมีหน้าที่ขายให้หมดภายใน 1 เดือน เป็นครีมบำรุงผิวหน้าแบรนด์ธรรมดามาก แต่ขายได้ดีมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีความรู้สึกว่าชอบครีมบำรุงผิวหน้ามาก แต่การขายของ ต้องรู้จริงว่าให้อะไรกับลูกค้าไป มีส่วนผสมอะไรบ้าง ตัวไหนเหมาะสมกับลูกค้า เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ขายอย่างเดียวแต่มีหน้าที่เป็นเพื่อนลูกค้าด้วย จึงลาออกจากงานไปศึกษาต่อปริญญาโทมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิทยาเขตกรุงเทพฯ คณะวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง 
เมื่อเรียนจบได้ผลการเรียนที่ดีมากเพราะศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เรื่องการขายและนำงานวิจัยเกี่ยวกับครีมเมล็ดลำไยมาต่อยอดให้ทางมหาวิทยาลัยไปใช้ได้   โดยทำการศึกษาจนรู้สูตรของครีมและทราบว่าปัญหาของผิวผู้หญิงไทยเกิดจากอากาศของเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลผิวคนไทยในราคาที่ย่อมเยา ซึ่งในช่วงที่เรียนและวิจัยผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมีโรงงานผลิตสินค้าที่ผ่านจีเอ็มพีให้กับทางบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ เซเว่น อีเลฟเว่น (7- Eleven) จึงขอเข้าไปช่วยทำงานให้เขาฟรี ๆ ด้วยการรับออกแบบแพ็กเกจให้
รุ่นพี่เห็นเราเป็นเด็กขยันมีความตั้งใจจริง จึงให้โอกาสผลิตครีมลอตที่เราคิดค้นและแนะนำให้ไปขายในเซเว่นแคตตาล็อคจึงนำคอนเซปต์ไปพรีเซ็นต์ว่าครีมตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นและนำพาสารสกัดได้ดี ช่วยหล่อเลี้ยงเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิว ทำให้ผิวเกิดปัญหาน้อย แต่ทาง   เซเว่นแคตตาล็อคให้กลับไปแก้ 6 ครั้ง เช่น กล่อง ดีไซน์ แพ็กเกจ หลอดบรรจุภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลานานถึง  6 เดือน ช่วงนั้นประหยัดอดออมมากรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าว เพราะเงินในบัญชีเอาไว้จ่ายค่าเทอม และงานออกแบบสินค้าทำคนเดียวทุกอย่างทุกขั้นตอน
คะน้าสู้จนกระทั่งได้วางสินค้าแบรนด์ “เดิมมาดิก”ในเซเว่นแคตตาล็อคตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ซึ่งใน 2 เดือนแรกยอดขายดีมาก ทางเซเว่น อีเลฟเว่น จึงให้โอกาสวางสินค้าขายบนชั้น สำหรับเงินที่ได้มาในช่วงแรกก็นำมาต่อยอดเพื่อวางสินค้าบนชั้น เพราะเซเว่น อีเลฟเว่น 7,350 สาขาทั่วประเทศ เราต้องสต๊อกของเองก่อน ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จากรุ่นพี่ที่โรงงานช่วยผลิตของให้ก่อนแล้วค่อยเอาเงินมาจ่ายให้ 
ตอนนี้คะน้าสามารถปลดหนี้ให้พ่อกับแม่ได้แล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี และให้ทั้งสองลาออกจากงานเพื่อใช้ชีวิตแบบสบาย แต่พ่อกับแม่ขออยู่บ้านเดิมไม่อยากได้บ้านหลังใหม่ และเดินทางมาหาคะน้าที่กรุงเทพฯ บ่อย ๆ ถึงครอบครัวเราจะไม่มีหนี้สิน และใคร ๆ ก็เรียกว่าเศรษฐี แต่เชื่อไหมว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราไปเลย คะน้ายังกินข้าวข้างทางเหมือนเดิม ยังนั่งรถเมล์เหมือนเดิม เพราะเรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรและมีเป้าหมายยังไง ซึ่งเป้าหมายคือทำบริษัทให้เป็นที่พึ่งพิงให้คนอื่นได้มาทำงาน ได้กระจายรายได้สู่ชุมชน จึงมุ่งไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปมากกว่า   
หวังว่าชีวิตของเด็กสาวสู้ชีวิตอย่าง “คะน้า”ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่กำลังมองหาธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานให้ชีวิตมีความมั่นคงได้ดำเนินรอยตาม แต่อย่าลืมว่าการจะมีโอกาสที่ดีได้นั้นต้องอาศัยความอดทน ความทุ่มเทแรงใจและแรงกาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ เพราะทุกอย่างในชีวิตไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ.
ปรัชญาการดำเนินชีวิต...แบบอย่างของความสำเร็จ
“ความกตัญญู” หลักการดำเนินชีวิตที่ดีของชีวิตของคะน้า คือตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยมา 4 ปี ไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนเลย ถามว่าอยากไปไหมใจจริงก็อยากไปอยู่ตามประสาวัยรุ่น แต่เพราะคำพูดของแม่คำเดียวที่ว่า “แม่ลำบากลูกยังขอเงินแม่ไปเที่ยวกับเพื่อนอีกหรือ แต่ก็อนุญาตให้ไปพร้อมกับยื่นเงินให้ 100 บาท” เราจึงร้องไห้แม่ก็ร้องไห้ ทำให้คิดได้ว่าถ้าทิ้งพ่อกับแม่ไว้และไปเที่ยวสนุกกับเพื่อนก็ไม่ใช่จึงตัดสินใจไม่ไป
“ความขยัน” “การมีแนวคิดจิตใจที่ดี” “คิดบวกชีวิตก็บวก” เช่น สินค้าลอตแรกที่เอาไปพรีเซ็นต์กับเซเว่น อีเลฟเว่น เราไม่มีเงินสักบาทเดียวที่จะไปผลิตของ แต่รุ่นพี่เจ้าของโรงงานก็ช่วยเพราะเห็นว่าเราเป็นคนขยันและมีความมุ่งมั่น คือบอกเขาเลยว่าเราไม่มีเงิน แต่ช่วยหนูด้วยนะหนูสัญญาว่าจะหาเงินมาคืน มันเป็นความอดทนที่ใครหลายคนคิดไม่ถึง แค่คิดใจเราก็ไปถึงแล้ว มือเรา สมองเรา และอวัยวะทุกอย่างจะผลักดันเราไปเอง แต่ถ้าไม่เริ่มคิดเราก็อยู่ที่เดิม...
“การนอบน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องช่วยเบิกทางในการรับความช่วยเหลือต่าง ๆ ถ้าเรามีความนอบน้อมถ่อมตน เวลาไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือคนอื่นๆ ย่อมได้รับความช่วยเหลือตอบกลับมาอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสดี ๆ แก่เราด้วย เช่น การที่คะน้าไปบรรยายหรือให้ความรู้แก่นักศึกษาจะไม่รับเงินค่าตัวเลย แต่บริจาคให้เป็นทุนการศึกษาของน้อง ๆ ต่อไป 
“การยอมรับความจริง” ธรรมะทำให้เห็นถึงความจริง การไม่ปฏิเสธความจริงจะไม่ทุกข์ ถ้าเราเข้าใจความเป็นธรรมชาติของตัวเองตั้งแต่แรกว่าเป็นอย่างไร เช่น เป็นคนจนแต่สามารถค่อย ๆ พัฒนาจนรวยได้ จะทำให้เราก้าวไปได้อย่างมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วความรวยไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น หรือความจนไม่ได้ทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น คนเรามีความสุขเท่าเดิมไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะถ้ายอมรับความจริงในชีวิตได้ก็แปลว่ามีความสุขอยู่แล้ว...
ชญานิษฐ คงเดชศักดา

Credit :news
แล้วกลับมาพบกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

อุปนิสัย " นักเรียนรู้ตลอดชีวิต" และเทคนิคข้อเดียวที่จะอัพเกรดชีวิตคุณไปตลอดกาล....

บทความนี้เป็นเรื่องราวแนวคิดที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่จะทำให้คุณมีแนวคิดว่า ถ้าคุณพยายามที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลามันจะเป็นเรื่องที่ช่วยพัฒนาคุณ เพียงเทคนิคง่ายๆเพียงข้อเดียวมันก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล

วันนี้ผมได้มีเรื่องราวดีๆจากการดูวิดีโอของ  Brian Tracy เจ้าเก่า 
เป็นวิดีโอสั้นๆ 4 นาทีเศษเช่นเดียวกับวิดีโอเรื่องอื่นๆ ของเค้า ซึ่งตอนนี้มีชื่อว่า…
Develop the Habit of Lifelong Learning for Professional Development
แปล : การพัฒนาอุปนิสัยแห่งการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาเชิงวิชาชีพ

ลองรับชมดูนะครับเพราะผมดูแล้ว ก็ประทับใจ + ซาบซึ้งอีกเช่นเคย อดไม่ได้ที่จะ Share ให้ทุกท่านได้รู้ด้วย…เพราะมันเป็นหลักคิด และเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง
ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะตัวเองก็เคยทำมาบ้าง (แม้จะไม่สมบูรณ์เท่าที่เค้าแนะนำ) แค่นี้ยังเห็นผลดีอย่างมหาศาลแล้วดูเสร็จทำให้ตัดสินใจได้เลยว่า… ที่ผ่านมายังทำได้ไม่ดีพอ… วันข้างหน้าจะทำให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของเค้า

ลองคลิ๊กดูวิดีโอด้านล่างนี้นะครับ… ท่านใดฟังไม่ทัน หรือฟังไม่รู้เรื่อง ก็มี 2 ทางเลือกครับ

1) เปิด Subtitle/CC ขึ้นมาอ่านไปพร้อมๆ กับที่ฟัง (เป็น Subtitle อัตโนมัติ อาจมีผิดบ้าง แต่ไม่เสียสาระสำคัญ)
2) อ่านที่ผมสรุปเป็นภาษาไทย ด้านล่างวิดีโอ


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Brian Tracy เริ่มต้นด้วยประโยคชวนคิดว่า

ทุกวันนี้มีการแข่งขันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา…
ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เราเองก็อยู่ในการแข่งขันนั้นเสียแล้ว!

ดังนั้น ถ้าในทุกวันนี้ เรายังไม่เป็นคนที่ชอบใฝ่หาความรู้ จากการอ่าน จากการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ
หรือ กระทั่งจากการฟังเสียงอ่าน Audio Book ที่เป็นประโยชน์ไปพลางๆ ระหว่างเดินทาง
เราก็ควรจะรู้ไว้ว่า จะมีคนอื่นๆ ที่กำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ
และเมื่อต้องมีการแข่งขันเกิดขึ้น ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่คนกลุ่มนั่นล่ะ จะเป็นผู้ชนะ
(คือประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าขึ้นไป ขณะที่เรายังอยู่จุดเดิม)

เค้าจึงอยากกระตุ้นให้คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ลุกขึ้นมา…

Develop Habit of Lifelong Learning

หรือ สร้างอุปนิสัยการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นกับตัวเอง


เค้าเชื่อว่า นี่เป็นอุปนิสัยสำคัญอย่างยิ่ง
ที่จะทำให้เราก้าวขึ้นไปสู่การเป็นบุคคลระดับ “แนวหน้า” ในสายงานที่เราทำอยู่ (หรือที่เราสนใจ)
นอกจากนั้น อุปนิสัยนี้ ยังจะนำมาซึ่ง “ผลพลอยได้” อีกหลายอย่าง ได้แก่

เราจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี และคิดบวกได้มากขึ้น
มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น
เป็นคนที่มีความสุขขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะความรู้และทักษะที่เราได้จากการเป็น “Lifelong Learner” นั้น
จะช่วยให้เราเห็นโอกาสต่างๆ มากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น และได้ตระหนักถึง “ศักยภาพที่แท้จริง” ของตัวเองมากขึ้น

เทคนิคที่เค้าแนะนำให้ใช้ เพื่อพัฒนาอุปนิสัยการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ก็สั้นๆ ง่ายๆ นั่นคือ

แค่อ่านหนังสือวันละ 30-60 นาที!

ด้วยอัตรานี้ 1 สัปดาห์ เราจะอ่านหนังสือได้ประมาณ 1 เล่ม
ซึ่งเค้าบอกว่า แค่นี้ก็เจ๋งแล้ว เพราะคนอเมริกันนั้น เฉลี่ยต่อปียังอ่านได้ไม่ถึงเล่มเลย
(สถิติตรงนี้ ของคนไทยผมว่าก็พอๆ กันครับ น่าจะแย่กว่าด้วยซ้ำ T-T)

แต่เค้าอยากให้คิดไปไกลกว่านั้น
ลองคิดดูว่าถ้าเราทำแบบนี้ได้ 1 ปี เราก็จะอ่านหนังสือได้ถึงกว่า 50 เล่ม

ซึ่งเค้าอ้างว่ามันเทียบเท่ากับการได้ “ปริญญาเอก ภาคปฏิบัติ” หรือ “Practical PhD” เลยทีเดียว
โดยเค้าอ้างถึงสถิติว่า การจะทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เพื่อจบ ปริญญาเอกได้นั้น
มักต้องมีการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เทียบเท่าหนังสือประมาณ 30-50 เล่ม

ยังไม่หยุดครับ…
เค้าให้ลองคิดต่อว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่องไปซัก 10 ปีล่ะ
มันจะเท่ากับเราได้อ่านหนังสือใน Field หรือสายงานที่เราสนใจมากถึง 500 เล่มเลยทีเดียว!

ถ้าทำได้แบบนั้น…
เราจะไม่สามารถขึ้นไปเป็น “แนวหน้า” ของสายงาน หรือด้านที่เราสนใจได้เลยหรือ ?
เราจะไม่สามารถเป็นคนที่ “เชี่ยวชาญ” ที่สุดคนหนึ่งในงานที่เราทำเลยหรือ ?
และสุดท้าย เราจะไม่มี “รายได้” ที่ดีที่สุดในสายงานนั้นๆ ได้เลยหรือ ?

ทั้งหมดนี้… สามารถเริ่มได้เพียงสละเวลาดูทีวี ฟังวิทยุ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ออกไปซักหน่อย
อาจจะต้องตื่นเช้าขึ้นอีกซักนิด… เพื่อให้เราได้มีเวลา “ลงทุนในตัวเอง”

เพราะมันคือ “การลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนได้คุ้มค่าที่สุด” ตลอดชีวิตที่เหลือของเรา!

กลับมาที่ประสบการณ์ของผมนะครับ…

ผมเองแม้จะไม่ได้อ่านหนังสือได้ทุกวันขนาดนั้น… แต่ก็ถือว่าอ่านมากกว่าคนทั่วไป
การเข้าสัมมนาต่างๆ นั้น ผมแทบไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจเดินทาง และไม่ชอบคนเยอะ
แต่ถามว่าดูทาง Youtube เยอะมั๊ย… ก็ต้องบอกว่าดูเยอะมากๆ
เรื่อง Audio Book นั้น… ผมเสพจนไม่มีจะให้เสพแล้วครับ
นี่คือสิ่งที่ผมทำมาตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา… ทำให้ผมไม่สงสัยคำแนะนำของ Brian Tracy เลย


มันอยู่ที่เราจะทำหรือไม่!


ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่หยุด ที่จะศึกษาหาความรู้
เริ่มขยายตัวเองออกไปใน Field ในสาขาใหม่ๆ ที่เราชอบ และที่คิดว่าสำคัญ
ซึ่งรวมถึงการศึกษาทางใจ ทางธรรมมะด้วย…
เพราะท้ายที่สุด รู้ทุกอย่างท่วมหัว มีเงิน มีเกียรติ แต่ใจเป็นทุกข์มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร!

คุณล่ะครับ อ่านบทความนี้จบ คิดจะทำอะไรต่อไปครับ ?

Credit:Pantip

ผมหวังเนื้อหาจะมีประโยชน์และให้แนวคิดดีๆกับทุกคนนะครับผมแล้วพบกันใหม่กับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่ไม่ง่ายเลย สวัสดีครับ