แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

5 Soft Skills ที่คนไอทีควรมี

นอกจากทักษะด้านเทคนิค หรือ Technical skills จะมีความสำคัญกับคนทำงานในสายอาชีพไอทีแล้ว ทักษะที่เกี่ยวข้องกับคน หรือ Soft skills ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้คนไอทีก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในสายอาชีพของตนเอง 5 ทักษะนี้ ได้แก่
  • การสื่อสาร (Communication)
    หลายครั้งที่คนในสายอาชีพอื่นมองว่า “ภาษาของคนไอที” เข้าใจอยาก เพราะเต็มไปด้วยคำศัพท์ด้านเทคนิคมากมายที่คนไอทีเข้าใจกัน จะมีประโยชน์อะไรหากคุณสร้างสรรค์ผลงานที่ดีแต่ไม่สามารถอธิบายให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ ความสามารถสื่อสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย อธิบายสิ่งที่เป็น Technical ให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่คนไอทีควรจะมี นอกจากนี้ในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้เพิ่มเติมด้านการสื่อสารภาษาสากลเช่น ภาษาอังกฤษ จะทำให้คุณสามารถก้าวหน้าได้มากกว่าคนไอทีคนอื่นที่ไม่สามารถสื่อสารในภาษาอังกฤษได้
  • รับฟังและโต้ตอบอย่างเหมาะสม (Listen and Receptive Feedback)
    ฟังข้อมูลจากผู้อื่นด้วยใจที่เปิดรับ ปราศจากอคติ และแสดงความคิดเห็นหรือโต้ตอบบนพื้นฐานของเหตุผลและไม่ใช้อารมณ์
     
  • ปรับตัวได้ดี (Adaptability / Flexibility)
    สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะที่ตัวเองมีให้เข้ากับธุรกิจและงานที่ได้รับมอบหมาย และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร
     
  • ศีลธรรมและความรับผิดชอบ (Integrity and Accountability)
    ความซื่อสัตย์ มุ่งมั่น และตั้งใจในงานที่ทำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกสายอาชีพและเป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อความก้าวหน้าและความสำเร็จในสายอาชีพในระยะยาว
     
  • ความคิดสร้างสรรค์และคิดค้นสิ่งใหม่ (Creativity and Innovation)
    ความคิดสร้างสรรค์ของคนไอทีผลักดันให้เกิดของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นบนโลก การเปิดเวทีแชร์ข้อมูลจึงเป็นช่องทางให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ หรือแม้แต่แนวทางใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

11 things make yours life better

"สิ่งที่เราควรทำ เพราะมันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า" เลยอยากนำมาฝากครับ  เผื่อใครอยากหาวิธีพัฒนาปรับปรุงตัวเอง ทำได้จริง เห็นผลจริง^^"

หัวเราะวันละ 5 นาทีในทุกๆ เช้า

    มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา บอกไว้ว่า เมื่อเราอารมณ์ดีแล้วหัวเราะ สมองจะหลั่งสารเอนดอร์ฟิน ซึ่งทำให้เรามีความสุขและจะช่วยให้เราจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่กว้างขึ้นด้วยล่ะค่ะ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า การหัวเราะนั้นมีประโยชน์ต่อระบบร่างกายมาก เช่น เมื่อหัวเราะมากๆ ถือเป็นการออกกำลังทุกส่วนของร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ ได้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะ หัวใจจึงสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น ช่วยลดอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ได้ด้วยค่ะ ^^ 

     หลายคนคงคิดไม่ออกว่าตอนเช้าตื่นมาง่วงๆ จะหัวเราะได้ยังไง ลองมองดูรอบๆ ตัวดีมั้ยคะว่ามีอะไรบ้างที่พอเห็นแล้วเราจะยิ้มได้ทันที เช่น น้องหมาที่เราเลี้ยงไงล่ะ แกล้งน้องหมาตอนเช้าวันละนิตจิตแจ่มใสนะเออ (ถึงมันจะรำคาญเราบ้างก็เถอะ 5555)

เขียนไอเดียความคิดวันละ 20 อย่างลงบนอะไรก็ได้ 

    เขียนไปเรื่อยๆ และวันหนึ่งเราอาจจะขุดเจอ "สิ่งที่ใช่" ก็ได้นะ และเมื่อค้นหาเจอแล้ว อย่าลืมลงมือทำมันด้วย ไม่ต้องเป็นเรื่องจริงจังก็ได้ค่ะ อาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เราบังเอิญนึกขึ้นได้ เช่น

- บังเอิญเปิดเจอรีวิวพาเที่ยวเวียดนาม น่าไปซักครั้ง
- วันนี้กินส้มตำผลไม้ แม่ค้าน่าจะใส่ลำไยลงไปด้วยนะ
- ทองเนื้อเก้าสนุกดี แต่น่าจะมีละครที่เหมือนลำยองแต่เป็นผู้ชายบ้าง


     จริงๆ ไม่ต้องถึง 20 อย่างก็ได้ เอาเท่าที่เราพอจะนึกออก ไม่แน่นะว่าถ้าเราเขียนไว้ทุกวันตลอด 5 ปี เวลามาย้อนอ่านมันต้องเจออะไรเด็ดๆ ที่น่าเอาไปต่อยอดบ้างล่ะ

 อ่านหนังสือสัปดาห์ละ 1 เล่ม แต่ถ้าวันไหนที่คุณรวยขึ้นมากๆ 
   ให้เปลี่ยนเป็นอ่านวันละ 1 เล่มแทน จะอ่านพวกนิยายก็ได้

     น้องๆ รู้มั้ยคะว่าบุคคลที่รวยติดอันดับโลก หรือระดับพวก CEO เนี่ย เค้าอ่านหนังสือกันเยอะมากๆๆๆ เรียกว่าเป็นหนอนหนังสือเลยล่ะค่ะ ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ดังนั้นใน 1 สัปดาห์ จึงแนะนำไว้ว่า ควรอ่านหนังสืออย่างน้อย 1 เล่ม หนังสืออะไรก็ได้แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ให้ความรู้หรือช่วยเปิดโลกทัศน์จะดีมาก และพอเรารวยแล้ว(และมีเวลาว่างมากขึ้น) ให้ลองเปลี่ยนมาอ่านเป็นวันละ 1 เล่มแทน

     ที่อยากแนะนำคือ ถ้าน้องๆ นับถือคนดังระดับโลกคนไหนเป็นไอดอล ลองเซิร์ชหาดูก็ได้ครับว่าคนๆ นั้นเค้าชอบอ่านหนังสืออะไร อย่าง วอร์เรน บัฟเฟต์ ที่เป็นนักลงทุนในหุ้นที่รวยมากๆๆๆ ที่สุดในโลก ก็ถือเป็นหนอนหนังสือตัวยง มีหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการลงทุนที่เขาแนะนำให้อ่าน เช่น Common Stocks and Uncommon Profits, The Intelligent Investor, The Clash of Cultures: Investment vs Speculation เป็นต้น ใครอยากเก่งและรวยแบบนี้ ลองไปค้นหาอ่านหนังสือพวกนี้ก็น่าจะได้ไอเดียดีๆ ไม่น้อย

เขียนบันทึกประจำวันเก็บเอาไว้ มันจะช่วยให้คุณจำ
หรือนึกถึงสิ่งเก่าๆ ได้ และมันจะช่วยบันทึกชีวิต
แต่ละขั้นของตัวเองด้วย


     สมัยนี้ยังมีใครเขียนไดอารี่ไว้มั้ยครับ? เพราะปัจจุบันเราเสพติด Social Network กันจริงจังมาก รู้สึกอะไรหรือเจออะไรมาก็พิมพ์เล่าสดๆ ร้อนๆ ลงเฟซบุคหรือทวิตเตอร์ทันที จนทำให้ไม่ต้องเขียนลงในไดอารี่แล้ว แต่เอาจริงๆ มันก็สู้การเขียนบันทึกใส่ในไดอารี่ไม่ได้หรอกค่ะ อย่าง พี่เองเคยเขียนไดอารี่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนม.5 ถึงเรียนจบปี 4 แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้เขียนเลย ทุกวันนี้พอย้อนกลับไปอ่านไดอารี่นี่ก็รู้สึกดีใจมากๆๆ ที่ตอนนั้นเราเลือกที่จะเขียนเก็บไว้ ทำให้เราได้เห็นความคิดสมัยเป็นเด็ก ได้ย้อนกลับไปนึกว่าเคยทำอะไรบ้าง ที่สำคัญคือได้เห็นพัฒนาการของตัวเองด้วยล่ะค่ะ

 ดูพวกสารคดีให้บ่อยกว่าดูภาพยนตร์

     ได้ยินชื่อว่า "สารคดี" หลายคนคงคิดว่าน่าเบื่อแล้วใช่มั้ยล่ะคะ จริงๆ มีสารคดีหลายอย่างที่สนุกมากกกกกกกกอย่างกับดูภาพยนตร์ มีหลายประเภทตามความสนใจให้เราเลือกดูกันเลย เรียกว่าทั้งมันส์และได้ประโยชน์ด้วยล่ะ เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่ดูหนัง หาเวลามาเปิดพวก documentary ดูกันบ้างนะ^^

ตัวอย่างสารคดีน่าดู (เซิร์ชดูจาก Youtube ได้เลย)

- Mayday (Air Crash Investigation) สารคดีเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางเครื่องบิน จำลองเหตุการณ์ได้เหมือนมากกกกก
- The Universe สารคดีเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่น่าสนใจสุดๆ
- River Monster สารคดีที่จะพาเข้าป่าเพื่อไปดูชีวิตสัตว์อย่างใกล้ชิด

     บางรายการก็มีช่องฟรีทีวีของไทยซื้อมาพากย์ไทยและฉายด้วย หาดูกันได้ตามใจชอบเลยล่ะครับ รับรองว่าไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดหรอก^^

เก็บสะสมเศษเหรียญเงินทอนเอาไว้

     เชื่อว่าเป็นอะไรที่หลายๆ คนน่าจะทำกันอยู่แล้ว คือเอาพวกเศษเหรียญเงินทอนที่ได้มาหยอดใส่กระปุกหรือภาชนะอะไรก็ได้ที่ใหญ่ๆ ใส่ไว้ทุกวันวันละสองสามบาทก็ได้ เชื่อสิครับ พอผ่านไปนานๆ นี่คือมันจะเยอะขึ้นมากๆๆ จนเราเองก็ยังตกใจเลย 0__0 นี่แหละที่เค้าเรียกว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
เรียนภาษาต่างประเทศให้เก่ง

     เป็นอีกเรื่องที่หลายๆ คนน่าจะพยายามกันอยู่ใช่มั้ยเอ่ย แต่ถ้าใครที่คิดว่าภาษาอังกฤษเราโอเคแล้ว ก็ลองหาเรียนภาษาที่สามกันดูก็ไม่เลวเหมือนกันนะคะ เพราะพูดตามความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเรียนภาษาอะไรมันก็ดีกับเราทั้งนั้นครับ ถ้าเรารู้สึกชอบและอยากเรียนจริงๆ ยังไงก็เรียนได้อยู่แล้ว อย่างปีที่ผ่านมา พี่ตั้งใจเรียนภาษาดัตช์(เนเธอร์แลนด์)เพิ่มเติม แต่ดูสื่อการเรียนการสอนที่มีในบ้านเรายังไม่ค่อยพร้อม แม้แต่ในร้านหนังสือนำเข้าก็มีหนังสือสอนภาษาดัตช์น้อยมากๆ ปีหน้าเลยคิดว่าจะเปลี่ยนใจเบนเข็มไปฝึกภาษาอื่นแทน กำลังเล็งๆ อยู่เหมือนกันว่าจะเรียนอะไรดี^^"

     และเชื่อเถอะค่ะ ถ้าเราตั้งใจเรียนภาษานั้นๆ ไปเรื่อยๆ อีก 5 ปีผ่านไป ถ้าไม่เก่งก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว! อาจกลายเป็นล่ามหรือนักแปลชื่อดังก็ทำได้ ทำเป็นเล่นไป! อ้อ หรือใครอยากฝึกภาษาอังกฤษแต่ไม่รู้จะไปหาอ่านฟรีๆ ได้ที่ไหน ก็แวะไปอ่านคอลัมน์ English Issue ได้เลย สอนภาษาอังกฤษน่ารู้ไว้เพียบเลยล่ะ

ไปสถานที่ใหม่ๆ ทุกวัน

     หลายคนอาจจะงงๆ แค่ตารางชีวิตทุกวันนี้ก็ยุ่งจะตายแล้ว จะให้ไปไหนล่ะ? จริงๆ แล้ว 'ที่ใหม่ๆ' นี้ไม่ต้องถึงขั้นต่างจังหวัดหรือต่างประเทศหรอกค่ะ เอาแค่เปลี่ยนร้านอาหารที่ทานข้าว หรือเปลี่ยนห้องน้ำที่เคยเข้า(ไปเข้าห้องน้ำชั้นอื่น) 

     มีครั้งนึงพี่เคยต้องไปซื้อของในย่านหนึ่งที่ไม่เคยไปเลย ตอนไปก็ตื่นเต้นมากเพราะกลัวหลงทางสุดๆ แต่ก็ไปถึงจนได้ ยิ่งอารมณ์ที่เราต้องเดินหาร้านค้านั้นๆ ที่เราต้องการไปนี่ลุ้นมากเลยนะว่าใกล้เจอรึยัง มันทำให้รู้สึกว่า ความตื่นเต้นมันเกิดได้ทุกที่จริงๆ ฮ่าๆๆ


เก็บเงิน 15% ของรายได้ที่ได้มาและนำไปลงทุนในหุ้น
หรืออสังหาริมทรัพย์ และเมื่อมันผ่านไป 5 ปี
คุณจะตกใจเลยล่ะว่าคุณเก็บเงินได้มาก

     อย่างเช่นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ให้ค่าขนมเรา สมมติว่าได้เดือนละ 5 พันบาท น้องๆ ลองหักออกมาก่อน 15% ก็จะคิดเป็น 750 บาท จากนั้นก็ลองนำเงินก้อนนี้ไปฝากบัญชีออมทรัพย์ และเมื่อเก็บได้มากขึ้น ก็ลองนำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรสักอย่าง แต่หุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ก็ดูจะเป็นเรื่องเข้าใจยากสำหรับเด็ก พี่ขอแนะนำ "กองทุน" 


     กองทุนคือการรวมเงินก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่งแล้วนำเงินนั้นไปลงทุน โดยคนที่มีหน้าที่จัดการกองทุนๆ นั้นก็คือผู้จัดการกองทุน เช่น เราซื้อกองทุน 2 พันบาท เพื่อนอีกคนซื้อ 5 พันบาท ผู้จัดการกองทุนก็จะเอาเงินของเรากับคนอื่นๆ ที่ซื้อกองทุนนั้นๆ มารวมกันแล้วนำไปลงทุนตามแผนที่วางเอาไว้นั่นเอง บางกองทุนทำผลงานดีมาก ได้กำไรปีละ 50% (พูดง่ายๆ คือถ้าซื้อตอนต้นปีไว้ 1 แสน พอสิ้นปีจะกลายเป็น 1 แสน 5 หมื่นบาท!!) น้องๆ คนไหนสนใจก็ลองเดินเข้าไปขอข้อมูลจากธนาคารได้เลยค่ะแล้วเชื่อเถอะ 5 ปีผ่านไป น้องจะได้กำไรจากกองทุนนั้นมหาศาลเลยค่ะ(ถ้าเศรษฐกิจประเทศไม่ถอยหลังลงคลองเรื่อยๆ นะคะ เหอๆๆ)


 เขียนจดหมายหาตัวเองแล้วค่อยเปิดอ่านใน 5 ปีข้างหน้า 
เขียนคำถามข้อสงสัยใส่ลงไปในจดหมายด้วย

     เป็นอีกวิธีที่น่าจะเจ๋งเหมือนกันเนาะ เขียนจดหมายถึงตัวเองไว้ว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่และอีก 5 ปีข้างหน้าเรา(น่า)จะเป็นยังไงบ้าง แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าค่อยมาเปิดอ่านว่า มันเป็นแบบที่เราตั้งใจไว้มั้ย^^ โอ้วๆๆ เจ๋งๆๆ เดี๋ยวลงมือเขียนบ้างเลยดีกว่า อิอิ


เลิกกลัว เพราะความกลัวเป็นลักษณะของคนขี้ขลาด
 
     เป็นอะไรที่พูดง๊ายง่าย แต่ทำย๊ากยาก เราทุกคนก็คงรู้ดีว่าถ้าเรากำจัดความกลัวไปได้ เราจะกล้าทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น แต่ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่เรายังกลัวอยู่ดี = =" เรื่องนี้มันอยู่ที่ตัวเราเองเนาะ พี่เคยได้ยินประโยคนึงว่า "หากเราพยายามเต็มที่แล้ว ไม่ว่าผลออกมาเป็นยังไง สิ่งที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วมันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีและเหมาะสมกว่า" ฟังแล้วแบบฮึกเหิมมากจริงๆ!!

     นั่นก็คือ 11 ข้อที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตของเราในอีก 5 ปีข้างหน้าหากเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

‘น้องคะน้า’ สาวสวยสารคาม สู้ชีวิต...สานฝัน จากเด็กเก็บขยะสู่เศรษฐีพันล้าน!!

วันนี้มาพบกับสาวสู้ชีวิต จากชีวิตที่รันทด ใจสู้ จนพิชิตเงินล้าน และยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มาพบกับเรื่องราวของสาวสวยคนนี้ได้เลยครับ กับ ‘น้องคะน้า’ สาวสวยสารคาม สู้ชีวิต...สานฝัน จากเด็กเก็บขยะสู่เศรษฐีพันล้าน!!

ชีวิตของคนเรามีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี มีทั้งรวยและจน อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกว่าอยากมีความสุขหรือความทุกข์ แต่สำหรับน้อง ’คะน้า“ หรือ ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ สาวสวยจากจังหวัดมหาสารคาม วัย 29 ปี ได้เลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเองด้วยการตั้งเป้าไว้ว่า “อยากรวย” เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ที่เป็นหนี้นับล้าน และเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ใช่เพื่อความสุขสบายของตัวเอง จากเด็กเก็บขยะกลายเป็นเศรษฐีพันล้านได้อย่างไร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเธอ พร้อมเรื่องราวเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีและปรัชญาดี ๆ เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต  
“ตั้งแต่จำความได้ครอบครัวของเรา    มีฐานะปานกลาง พ่อแม่ทำงานรับราชการ คะน้ามีน้องชาย 1 คน ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ ของครอบครัวก็ปกติทั่วไป เมื่อย่างเข้าสู่วัยนักศึกษา ชีวิตก็เปลี่ยนไปเพราะครอบครัว   โดนโกง เนื่องจากคุณพ่อไปช่วยค้ำประกันให้คนอื่น จึงต้องใช้หนี้แทนคนที่มาขอให้ช่วยค้ำประกันซึ่งเป็นเงินประมาณ 2 ล้านบาท พ่อ  กับแม่ต้องทำงานพิเศษเพิ่มเพื่อช่วยวิกฤติภายในครอบครัว ครอบครัวคะน้าไม่ปิดบังลูกเวลามีปัญหาอะไรจะบอกเล่าให้กันฟัง พอทราบเรื่องรู้สึกสงสารพ่อกับแม่มาก สิ่งไหนที่พอจะช่วยประหยัดได้ก็จะช่วย” 
นับจากวันนั้น ครอบครัวของเธอคนนี้ จึงเหมือนกลับไปเริ่มต้นจากศูนย์ คะน้าเองต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรไม่ให้เป็นภาระของครอบครัว คือไม่ใช้เงินเปลือง รวมทั้งช่วยทำงานต่าง ๆ ที่จะให้ได้เงินมา เช่น วันเสาร์ อาทิตย์รับเสื้อผ้าไปขายหรือเอาเสื้อผ้าเก่าไปขายที่ไนท์บาซาร์ หรือตามเทศกาลต่าง ๆ รวมถึงเก็บใบตองมาพับกระทงขายในเทศกาลลอยกระทง ซึ่งใบตองได้มาฟรีทำให้ได้เงินเยอะโดยไม่ต้องลงทุน หรือเห็นเศษผ้าเหลือใช้ก็เก็บมาทำริบบิ้นส่งขายตามร้านขายผลไม้และร้านขายกระเช้าของขวัญในตัวเมือง 
กลายเป็นว่ายอดขายของทั้งปีได้เงินจากการนำของเหลือใช้จากคนอื่นมาต่อยอด หลังเลิกเรียนจึงรีบกลับบ้านมานั่งทำของขาย ไม่เคยไปเที่ยวสังสรรค์ปาร์ตี้   กับเพื่อน ๆ ซึ่งความจริงแล้วถ้าเป็นชีวิตของคนอื่น ๆ คงจะเป็นสังคมที่ต้องมีเพื่อนมีสนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ แต่เรารู้หน้าที่ว่าควรจะอยู่ช่วยครอบครัวเป็นกำลังใจให้พ่อกับแม่ ถ้าคะน้าไม่อยู่ข้างพ่อแม่แล้วใครจะอยู่ และเขาต้องมานั่งเป็นห่วงลูกอีกว่าจะเป็นอย่างไรกลับบ้านหรือยัง สู้เราอยู่ใกล้ ๆ นั่งทำงานให้เห็นได้เงินมาก็นำมาช่วยกันจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ถึงแม้ว่าโบอันหนึ่งจะได้เงินแค่  5-10 บาท แต่เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมกันทั้งปีก็ได้เป็นหลักหมื่นเหมือนกัน
“นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมหรือหลังโรงเรียนเลิกจะไปเก็บกระป๋องโค้กและขวดน้ำที่ตกอยู่ตามพื้นมาชั่งกิโลขาย ถือว่าเป็นการช่วยให้บ้านเมืองสะอาดด้วย หากวันไหนที่เห็นว่าคนน้อยมากก็รื้อเก็บจากถังขยะเลย แต่ถ้าคนเยอะ ๆ จะไม่ทำเราต้องให้เกียรติคนอื่นด้วย พูดจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเพราะอาย บอกได้เลยว่าคะน้าไม่อายในสิ่งที่ทำ เพราะคิดอย่างเดียวว่าอยากได้เงินมาช่วยพ่อกับแม่ และสิ่งที่ทำมันเป็นเรื่องดี ตรงกันข้ามกลับรู้สึกภาคภูมิใจด้วยซ้ำ“
อีกอย่างด้วยความที่น้องคะน้าเป็นคนผิวขาว ตัวเล็ก และดูโดดเด่นในวัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำให้มีคนมาทาบทามขอเลี้ยงดู กระทั่งปัจจุบันก็ยังมีคนตามมาขอเลี้ยงดูในเฟซบุ๊กอยู่ แต่คะน้าปฏิเสธหมดเพราะสามารถหาเงินเองได้ ถ้าสมมุติเราเลือกที่จะให้คนเลี้ยงดูก็จะไม่มานั่งเก็บขยะหรอก เนื่องจากการที่ได้เงินมาง่ายและเร็วจะไม่รู้ค่าของเงินที่แท้จริง แต่การที่ได้เงินมาจากน้ำพักน้ำแรงของเราเองต่างหากที่เป็นตัวที่ทำให้รู้ค่า  ของเงิน การที่เรามาจากรากหญ้าก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน
หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะสถาปัตย กรรม ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามแล้วก็มาทำงานประจำบริษัทในกรุงเทพฯ ตรงตามสาขาที่เรียนมา ได้เงินเดือน 18,000 บาท ถือว่าเยอะสำหรับคนต่างจังหวัด แต่สำหรับเราไม่พอช่วยพ่อแม่ เพราะค่าเช่าห้องพัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ซึ่งค่าครองชีพในกรุงเทพฯ สูงมาก จึงคิดหางานพิเศษทำโดยไปเดินดูของขายที่สวนลุมไนท์บาซาร์ เจอสบู่มีกลิ่นหอมมากคนญี่ปุ่นรุมซื้อ จึงไปติดต่อรับเอามาขายและตั้งใจว่าจะออกแบบทำแพ็กเกจใหม่และส่งไปขายต่างประเทศ 
จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มที่ตรงนี้เมื่อ   พกสบู่ติดตัวมาที่ทำงานด้วย เมื่อมีเวลาว่างในช่วงพักเที่ยงจะเอามาออกแบบแพ็กเกจ มีคนมาถามว่ากลิ่นอะไรหอมจังจึงขายสบู่ไปด้วย กลายเป็นว่าตัวเรากลายเป็นหน้าร้านขายสบู่ได้เงินวันละ 1,000 บาท รู้สึกดีใจมากน้ำตาไหลเลย เพราะเป็นการทำกำไรที่ดีมาก ต่างจากการทำงานทั้งเดือน 20 กว่าวันเพื่อจะได้เงิน 10,000 กว่าบาท แต่ขายสบู่ได้เงินวันละ 1,000 บาท จึงเห็นช่องทางแล้วว่าสบู่ช่วยทำเงิน จึงเปิดเว็บไซต์โพสต์ว่าขายสบู่ หลังจากนั้นเริ่มเจอลูกค้ามากขึ้น และลูกค้าถามว่ามีผลิตภัณฑ์อย่างอื่นอีกไหม จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามาขาย
เมื่อเห็นความต้องการของตลาดว่าต้องการครีมบำรุงผิวหน้า จึงตัดสินใจเอาบัตรเครดิต 3 ใบรูดซื้อครีมมาหมดเลย 150,000 บาท และมีหน้าที่ขายให้หมดภายใน 1 เดือน เป็นครีมบำรุงผิวหน้าแบรนด์ธรรมดามาก แต่ขายได้ดีมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีความรู้สึกว่าชอบครีมบำรุงผิวหน้ามาก แต่การขายของ ต้องรู้จริงว่าให้อะไรกับลูกค้าไป มีส่วนผสมอะไรบ้าง ตัวไหนเหมาะสมกับลูกค้า เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ขายอย่างเดียวแต่มีหน้าที่เป็นเพื่อนลูกค้าด้วย จึงลาออกจากงานไปศึกษาต่อปริญญาโทมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิทยาเขตกรุงเทพฯ คณะวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง 
เมื่อเรียนจบได้ผลการเรียนที่ดีมากเพราะศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เรื่องการขายและนำงานวิจัยเกี่ยวกับครีมเมล็ดลำไยมาต่อยอดให้ทางมหาวิทยาลัยไปใช้ได้   โดยทำการศึกษาจนรู้สูตรของครีมและทราบว่าปัญหาของผิวผู้หญิงไทยเกิดจากอากาศของเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลผิวคนไทยในราคาที่ย่อมเยา ซึ่งในช่วงที่เรียนและวิจัยผลิตภัณฑ์ของตัวเอง มีโอกาสรู้จักรุ่นพี่ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมีโรงงานผลิตสินค้าที่ผ่านจีเอ็มพีให้กับทางบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ เซเว่น อีเลฟเว่น (7- Eleven) จึงขอเข้าไปช่วยทำงานให้เขาฟรี ๆ ด้วยการรับออกแบบแพ็กเกจให้
รุ่นพี่เห็นเราเป็นเด็กขยันมีความตั้งใจจริง จึงให้โอกาสผลิตครีมลอตที่เราคิดค้นและแนะนำให้ไปขายในเซเว่นแคตตาล็อคจึงนำคอนเซปต์ไปพรีเซ็นต์ว่าครีมตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นและนำพาสารสกัดได้ดี ช่วยหล่อเลี้ยงเข้าไปอยู่ในเซลล์ผิว ทำให้ผิวเกิดปัญหาน้อย แต่ทาง   เซเว่นแคตตาล็อคให้กลับไปแก้ 6 ครั้ง เช่น กล่อง ดีไซน์ แพ็กเกจ หลอดบรรจุภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลานานถึง  6 เดือน ช่วงนั้นประหยัดอดออมมากรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าว เพราะเงินในบัญชีเอาไว้จ่ายค่าเทอม และงานออกแบบสินค้าทำคนเดียวทุกอย่างทุกขั้นตอน
คะน้าสู้จนกระทั่งได้วางสินค้าแบรนด์ “เดิมมาดิก”ในเซเว่นแคตตาล็อคตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 ซึ่งใน 2 เดือนแรกยอดขายดีมาก ทางเซเว่น อีเลฟเว่น จึงให้โอกาสวางสินค้าขายบนชั้น สำหรับเงินที่ได้มาในช่วงแรกก็นำมาต่อยอดเพื่อวางสินค้าบนชั้น เพราะเซเว่น อีเลฟเว่น 7,350 สาขาทั่วประเทศ เราต้องสต๊อกของเองก่อน ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จากรุ่นพี่ที่โรงงานช่วยผลิตของให้ก่อนแล้วค่อยเอาเงินมาจ่ายให้ 
ตอนนี้คะน้าสามารถปลดหนี้ให้พ่อกับแม่ได้แล้วภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี และให้ทั้งสองลาออกจากงานเพื่อใช้ชีวิตแบบสบาย แต่พ่อกับแม่ขออยู่บ้านเดิมไม่อยากได้บ้านหลังใหม่ และเดินทางมาหาคะน้าที่กรุงเทพฯ บ่อย ๆ ถึงครอบครัวเราจะไม่มีหนี้สิน และใคร ๆ ก็เรียกว่าเศรษฐี แต่เชื่อไหมว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราไปเลย คะน้ายังกินข้าวข้างทางเหมือนเดิม ยังนั่งรถเมล์เหมือนเดิม เพราะเรารู้ตัวว่ากำลังทำอะไรและมีเป้าหมายยังไง ซึ่งเป้าหมายคือทำบริษัทให้เป็นที่พึ่งพิงให้คนอื่นได้มาทำงาน ได้กระจายรายได้สู่ชุมชน จึงมุ่งไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปมากกว่า   
หวังว่าชีวิตของเด็กสาวสู้ชีวิตอย่าง “คะน้า”ภัทร์ภัสสร ธนาเสฎฐ์หิรัญ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนที่กำลังมองหาธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานให้ชีวิตมีความมั่นคงได้ดำเนินรอยตาม แต่อย่าลืมว่าการจะมีโอกาสที่ดีได้นั้นต้องอาศัยความอดทน ความทุ่มเทแรงใจและแรงกาย เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ เพราะทุกอย่างในชีวิตไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ.
ปรัชญาการดำเนินชีวิต...แบบอย่างของความสำเร็จ
“ความกตัญญู” หลักการดำเนินชีวิตที่ดีของชีวิตของคะน้า คือตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยมา 4 ปี ไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนเลย ถามว่าอยากไปไหมใจจริงก็อยากไปอยู่ตามประสาวัยรุ่น แต่เพราะคำพูดของแม่คำเดียวที่ว่า “แม่ลำบากลูกยังขอเงินแม่ไปเที่ยวกับเพื่อนอีกหรือ แต่ก็อนุญาตให้ไปพร้อมกับยื่นเงินให้ 100 บาท” เราจึงร้องไห้แม่ก็ร้องไห้ ทำให้คิดได้ว่าถ้าทิ้งพ่อกับแม่ไว้และไปเที่ยวสนุกกับเพื่อนก็ไม่ใช่จึงตัดสินใจไม่ไป
“ความขยัน” “การมีแนวคิดจิตใจที่ดี” “คิดบวกชีวิตก็บวก” เช่น สินค้าลอตแรกที่เอาไปพรีเซ็นต์กับเซเว่น อีเลฟเว่น เราไม่มีเงินสักบาทเดียวที่จะไปผลิตของ แต่รุ่นพี่เจ้าของโรงงานก็ช่วยเพราะเห็นว่าเราเป็นคนขยันและมีความมุ่งมั่น คือบอกเขาเลยว่าเราไม่มีเงิน แต่ช่วยหนูด้วยนะหนูสัญญาว่าจะหาเงินมาคืน มันเป็นความอดทนที่ใครหลายคนคิดไม่ถึง แค่คิดใจเราก็ไปถึงแล้ว มือเรา สมองเรา และอวัยวะทุกอย่างจะผลักดันเราไปเอง แต่ถ้าไม่เริ่มคิดเราก็อยู่ที่เดิม...
“การนอบน้อมถ่อมตน” เป็นเครื่องช่วยเบิกทางในการรับความช่วยเหลือต่าง ๆ ถ้าเรามีความนอบน้อมถ่อมตน เวลาไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่หรือคนอื่นๆ ย่อมได้รับความช่วยเหลือตอบกลับมาอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ลืมที่จะตอบแทนสังคมที่ให้โอกาสดี ๆ แก่เราด้วย เช่น การที่คะน้าไปบรรยายหรือให้ความรู้แก่นักศึกษาจะไม่รับเงินค่าตัวเลย แต่บริจาคให้เป็นทุนการศึกษาของน้อง ๆ ต่อไป 
“การยอมรับความจริง” ธรรมะทำให้เห็นถึงความจริง การไม่ปฏิเสธความจริงจะไม่ทุกข์ ถ้าเราเข้าใจความเป็นธรรมชาติของตัวเองตั้งแต่แรกว่าเป็นอย่างไร เช่น เป็นคนจนแต่สามารถค่อย ๆ พัฒนาจนรวยได้ จะทำให้เราก้าวไปได้อย่างมั่นคง แต่สุดท้ายแล้วความรวยไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น หรือความจนไม่ได้ทำให้เรามีความทุกข์มากขึ้น คนเรามีความสุขเท่าเดิมไม่ว่าจะรวยหรือจน เพราะถ้ายอมรับความจริงในชีวิตได้ก็แปลว่ามีความสุขอยู่แล้ว...
ชญานิษฐ คงเดชศักดา

Credit :news
แล้วกลับมาพบกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ต้องเข้าแล้วละกับ 25 เว็บไซต์และแอพฯ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

25 เว็บไซต์/แอพฯ ที่สามารถเพิ่มศักยภาพของตัวคุณเองได้
วันนี้มาพบกับ สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล เพียงแค่คุณเข้าไปลองรับชมครับ กับ  25 เว็บไซต์และแอพฯ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล คุณเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าการที่คุณใช้อินเตอร์เน็ตอยู่ทุกวันนี้มัน “ไร้สาระ” เอามากๆ โดยที่เราลืมไปเลยว่าในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมีข้อมูลที่เราสามารถเอามาเพิ่มพูนศักยภาพด้านต่างๆ ให้แก่ตัวเราเองได้ เพราะใช่ว่าเราจะมีแค่เฟซบุ๊ค อินสตาแกรมหรือทวิตเตอร์อย่างเดียว และยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีพัฒนาให้เชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตด้วยแล้ว
คุณก็สามารถเพิ่มศักยภาพในด้านต่างๆ ให้แก่ตัวเองได้ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ เพียงแต่คุณต้อง “เริ่มต้นลงมือ” ทำเท่านั้น
บทความชิ้นนี้มาจาก Quora ในรายการ Answered โดย Manas Joshi ผู้เขียนนำมาใช้ประกอบการเขียนมิได้แปลมาจากต้นฉบับแต่อย่างใด และนี่คือเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นทั้ง 25 แห่งที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณตลอดไป

1.Duolingo

Duolingo เป็นเว็บไซต์สอนภาษาในเวอร์ชั่น “ฟรี” ของ Rosetta-Stone ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการยอมรับในด้านการเรียนการสอนภาษาต่างๆ ได้ยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพแต่ราคาแพงเอาการในการซื้อซอฟต์แวร์หรือคอร์สเรียน ในเว็บไซต์ duolingo นี้มีภาษาหลักๆ ต่างๆ ให้คุณได้เลือกศึกษาอาทิเช่นภาษาอังกฤษ สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโปรตุเกส

2.Kahn Academy

Kahn Academy หรือข่านอะคาเดมี่เป็นเว็บไซต์การศึกษาที่ตัวผู้เขียนเองก็เป็นสมาชิกในการเรียน เป็นเว็บไซต์ที่สอนทุกอย่างที่คุณต้องการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย มีทั้งวิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การบริหารและอื่นๆ อีกสารพัด หากว่าท่านสนใจไปสมัครเรียนได้เลย ทุกอย่างฟรี

3.Justin Guitar

เว็บไซต์ที่สอนการเล่นกีต้าร์ เทคนิคการเล่นกีต้าร์และอีกสารพัดสาระเพในเร่องของกีต้าร์ บทเรียนไม่ยาก ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเรียนฝึกกีต้าร์สามารถเข้าไปได้เลย

4.Cooking for Engineer

เว็บไซต์นี้ผู้เขียนติดตามมาได้ซักระยะก่อนหน้านี้แล้ว มีอะไรฮาๆ นอกจากสูตรทำอาหารที่มีมากมายสารพัด

5.The Dating Specialist

แต่ก่อนนี้ชื่อว่า Nick the Dating โดยผู้มากประสบการคือ Nick มีบริการเทคนิคการออกเดทที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย

6.Nerd Finess

เว็บไซต์นี้รวบรวมบทความ เทคนิค วิธีการสอนการออกกำลังกายสำหรับพวก nerd และ it geek ให้สามารถออกกำลังกายเองได้ที่บ้านด้วยสิ่งของใกล้ตัวหรือเพื่อประสิทธิภาพการออกกำลังที่ดีที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุด

7.MIT Courseware

วันนี้ใครๆ ก็สามารถเรียนที่ MIT ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องโม้ ใครเคยเปิดดูในยูทูปก็อาจจะผ่านตาไปบ้างสำหรับผู้สอน ครูอาจารย์ที่มาสอนวิชาด้านต่างๆ ทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และอื่นๆ มีคนหลายคนที่เรียนรู้ผ่านคอร์สเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตและหน้าที่การงานได้ ของเขาดีจริงๆ (เว็บไซต์นี้กับ Kahn Academy ผู้เขียนเชียร์สุดฤทธิ์)

8.Investopia

เรื่องเงินถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ บางคนหาเงินมาได้เยอะแยะแต่ใช้เงินไม่เป็น จึงต้องทำงานหนักตลอดเวลา แทนที่จะหยุดทำงานได้ด้วยเงินที่สามารถหามาได้มากมายนั้น เว็บไซต์นี้มีบทความ แบบทดสอบ และเทคนิคในการลงทุน เรื่องการเงิน ไฟแนนซ์ต่างๆ แถมศัพท์แสงไม่ยาก และไม่น่าเบื่อ

9.Quora

เป็นเว็บไซต์ทีรวบรวมเนื้อหาด้านต่างๆ เอาไว้มากมาย เป็นคลังข้อมูลที่มีมากจริงๆ

10.Information is Beautiful

เว็บไซต์นี้จะแปลงข้อมูลที่น่าเบื่อ เหล่าสถิติ ตัวเลข ออกมาเป็นภาพที่สวยงาม และเข้าใจได้ง่าย

11.Spreeder

ใครที่อ่านได้ช้า แนะนำเว็บไซต์นี้ เขาจะสอนให้เราใช้ทักษะที่แตกต่างในการอ่านที่รวดเร็วขึ้น ฟรีเช่นเคย

12.Project Gutenberg

โปรเจ็คต์นี้เป็นของ Micheal Hart ซึ่งรวบรวมหนังสือเอาไว้เป็นร้อยๆ ล้านเล่ม นี่คือห้องสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คุณสามารถเข้าไปสืบค้นหนังสือต่างๆ เพื่อศึกษาได้ มีหนังสือตั้งแต่วิชาการไปจนถึงกาพย์ กลอน เรื่องบันเทิง

13.Codeacademy

เว็บไซต์นี้สอนการใช้ code ต่างๆ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีวิถีชีวิตเกี่ยวกับ code

14.GeographyIQ

เป็นการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมมาผสมกับข้อมูลที่มีอยู่ คลิ๊กไปตรงไหนก็จะมีบอกตั้งแต่ชื่อ ประวัติศาสตร์ ประชากร และอื่นๆ เป็นการผสมผสานระหว่าง google map กับ Wikipedia (ในบทความบอกว่าถ้ากูเกิ้ลแมพแต่งงานกับวิกีพีเดีย ลูกที่เกิดมาก็คงมีหน้าตาเหมือน GeographyIQ นี่แหละ)

15.Anki

ใครขี้หลงขี้ลืมหรือมีข้อมูลมากมายที่ต้องจดจำจนลิ้นชักในสมองเต็ม แนะนำเว็บไซต์นี้ครับ Anki

16.Lumosity

เล่นเกมส์ไปด้วย เรียนรู้ไปด้วย เป็นการเรียนที่ได้ผลมากและสนุกมากที่ใช้กันตามโรงเรียนอนุบาล เว็บไซต์นี้จะทำแบบเดียวกันแต่สอนวิชาการที่ลึกซึ้งกว่าระดับอนุบาลมาก แต่สนุกสนาน

17.CliffsNotes

เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์รวบรวมตำราระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยเอาไว้ให้พวกนักเรียนนักศึกษาและคนทั่วไปได้ใช้ค้นคว้า เป็นเหมือนสถาบันกวดวิชาต่างๆ ในเมืองไทย มีข้อสอบให้ทดสอบด้วย

18.TED

แอพพลิเคชั่นนี้ดีมากและดังมากในต่างประเทศ มีวีดีโอสอนต่างๆ มากมายมหาศาลให้ชม

19.PinFruit

ใครมีปัญหากับการจำตัวเลขเชิญเว็บไซต์นี้ เว็บนี้จะแปลงตัวเลขให้เป็นชื่อต่างๆ เพื่อที่จะทำให้คุณ “จำได้” เหมือนเทคนิคการจำข้อสอบหรือการกวดวิชาเลย

20.MindTools

เป็นเว็บไซต์ที่คนทำงานฝันเลย เพราะมีบทความ เครื่องไม้เครื่องมือ ตัวช่วยในเรื่องการทำงานต่างๆ ให้เลือกมากมาย

21.Learn Street

Learn Street เป็นเว็บไซต์ที่สอนเรื่องภาษาทางโปรแกรมจำพวก code ใครมีหน้าที่หรือสนใจด้านนี้…เชิญ

22.HowStuffWorks

เว็บไซต์นี้รวบรวมเรื่องราวที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน เป็นหนังสือ “แปลก” ของแท้เลย

23.OneLook

คือเว็บไซต์ที่เป็นมากกว่า online dictionary เพราะมีทั้ง idioms phrase และอีกสารพัด

24.The World Fact Book

เป็นข้อมูลด้านต่างๆ ที่ CIA เขาจัดรวบรวมเอาไว้และนำมาเผยแพร่ มีเรื่องที่คุณต้องตกตะลึงอยู่หลายเรื่อง (แต่เรื่องมนุษย์ต่างดาว หรือเอลวิส เพรสลี่ย์ยังไม่ตายไม่ได้มีบอกเอาไว้)

25.CouchSurfing

ชื่อเว็บไซต์อาจดูขี้เกียจ แต่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นี้มีข้อมูลสถานที่พักที่ท่องเที่ยวมากมายให้คุณอยากที่จะแพ็คกระเป๋าเดินทางกันเลยทีเดียว
เป็นไงบ้างครับสำหรับ 25 เว็บไซต์และแอพฯ ที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนใหม่ ลองเลือกและใช้ดูครับ ถ้าคุณคิดว่าภาษาเป็นอุปสรรค ก็เริ่มจากเว็บไซต์ Duolingo เรียนภาษาก่อนเลยเป็นประโยชน์มากๆเลยครับ แล้วพบกันใหม่ในโอกาสต่อไปครับกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ