แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ idea แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ idea แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

Scott Britton กับวิธีสร้างรายได้จาก Udemy แม้คุณจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ตาม

ผมเป็นแฟนคลับคนหนึ่งของ Nick Loper บล็อกเกอร์ชื่อดังเจ้าของเว็บไซต์ sidehustlenation.com ซึ่งเผยแพร่บทความและพ็อดคาสท์เกี่ยวกับ แนวทางการหารายได้เสริมควบคู่ไปกับงานประจำ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Side Hustle ผมรู้จัก Nick ครั้งแรกจากบทความหนึ่งในเว็บไซต์ Entrepreneur.com กับเรื่องราวของชายผู้ตีพิมพ์อีบุ๊ค Work Smarter ขายสร้างรายได้ 1,400 เหรียญ (ราว 50,000 บาท) ภายใน 30 วัน
ผมลองค้นหาข้อมูลของ Nick เพิ่มเติม และพบว่าชายคนนี้ตีพิมพ์อีบุ๊คขายบน Amazon หลายเล่ม ด้วยความที่ Nick เป็นบล็อกเกอร์ ประกอบกับช่วงนั้นผมสนใจที่จะหารายได้เสริมจากการเขียนอีบุ๊คขาย ผมจึงไปลงคอร์สของ Nick บน Udemy ชื่อ Kindle Launch Plan: $1400 in 30 Days & an Amazon Bestseller เรียนเสร็จผมก็นำแนวทางของ Nick มาเขียนอีบุ๊คเล่มแรกของผมเองขายได้สำเร็จ
Scott Britton กับวิธีสร้างรายได้จาก Udemy แม้คุณจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็ตาม
Photo credit: The Productivityist Podcast 70: The Art of The Side Hustle with Nick Loper
แนวทางการสร้าง Information Product ของ Nick มาจากการเขียนบล็อก รวบรวมเนื้อหาในบล็อกมาแพ็คเป็นเล่มวางขายบน Amazon อยู่หลายเล่ม รวมถึงพ็อดคาสท์ที่ถูกทำเป็นหนังสือเสียงด้วย จนกระทั้งมาถึงเล่ม Work Smarter ที่ทำรายได้น่าพอใจ จนมีหลายคนเข้ามาสอบถาม Nick ว่าถ้าอยากเลียนแบบวิธีการของ Nick พวกเขาต้องทำอย่างไร Nick เห็นโอกาสจึงอัดวิดีโอสอนวิธีการตีพิมพ์อีบุ๊คขายในรูปแบบคอร์สออนไลน์บน Udemy
บทความนี้ผมเขียนขึ้น เพราะมีแฟน START IT UP อ่านบทความ และส่งอีเมล์เข้ามาสอบถามผมเกี่ยวกับ “การหารายได้เสริม” ในยุคอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางคนมองว่าการทำสตาร์ทอัพเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อมในการเริ่มต้นด้วยคน ๆ เดียว ซึ่งก็จริง เพราะการทำสตาร์ทอัพต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ส่งผลต่อความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทีม เงิน เวลา และโอกาส+โชค
กระนั้นเราก็ต้องไม่ลืมว่าอินเทอร์เน็ตไม่เพียงเปิดกว้างสำหรับสตาร์ทอัพเท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ กลับมาที่เรื่องของ Side Hustle ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในสายนี้จะเป็น Solopreneur (ผู้ประกอบการฉายเดี่ยว) คือ เริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเองก่อน จากรายได้ไม่มาก จนเมื่อถึงจุดที่รายได้เกินงานประจำค่อยลาออกจากงานมาทำเต็มตัว
หลังจากที่ผมได้อ่านบทความผู้ประกอบการ Side Hustle ที่ Nick เป็นคนสัมภาษณ์ มันเปิดโลกทัศน์ผมหลายอย่างเกี่ยวกับ Side Hustle แม้จะเป็นบทความและแนวทางในต่างประเทศ แต่ผมคิดว่าผู้อ่านสามารถเอาแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับบริบทในประเทศไทยได้ไม่มากก็น้อย หากคุณพร้อมแล้วเรามาติดตามกันเลยครับ

เรื่องราวของ Scott Britton

Scott Britton เริ่มต้นอาชีพการสอนของเขาบน Skillshare โดยเขาเสนอคลาสที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจ
ตั้งแต่ที่ Skillshare เปลี่ยนไปเป็น Platform แบบออนไลน์ Scott จึงเบนเข็มไปที่ Udemy เพราะมีส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่กว่า มันคล้ายกับกรณีของ Amazon vs. Barnes and Noble ที่หากคุณต้องการขายหนังสือ คุณควรขายฝั่งเจ้าตลาดก่อน จากนั้นค่อยพิจารณาขยายไปขายยังที่อื่น ซึ่งวิธีนี้ง่ายและประหยัดเงินกว่า
ถ้าคุณมีฐานแฟนอยู่แล้ว Udemy ไม่ใช่ช่องทางที่ดีนักในการขายคอร์ส ในทางกลับกัน Udemy เป็นที่ที่สุดยอดมากหากคุณต้องการเข้าถึงผู้เรียนใหม่ ๆ กว่า 2 ล้านคน ซึ่งพวกเขาไม่รู้จักคุณมาก่อน

การสร้างคอร์ส

ในอดีตการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรสักอย่าง คุณต้องร่ำเรียนศาสตร์นั้น ๆ แล้วสอบวัดว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ แต่ในปัจจุบันคุณสามารถที่จะวิจัยและคัดสรรเนื้อหาคุณภาพดีที่สุดในเรื่องนั้น ๆ ได้ด้วยตนเองเพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญที่คุณมี
ยกตัวอย่างเช่น Scott ไม่ได้ผ่านการรับรองว่าเขาเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน แต่เขาสามารถช่วยให้นักเรียนหลายพันคนสามารถวิเคราะห์การนอนของตนเองได้ผ่านคอร์สเรียนที่ Scott สร้างขึ้น
Scott ใช้วิธีทำ Powerpoint ประกอบการสอน และเริ่มอัดวิดีโออธิบายด้วยโปรแกรม Screencastomatic ซึ่งมีราคาเพียง 15 เหรียญ
ถ้าคุณสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ขอให้รู้เยอะกว่าผู้เรียน และพยายามทำวิจัย เท่านี้คุณก็สามารถเป็นครูผู้สอนได้แล้ว Scott ใช้เวลา 18 ชั่วโมงไปกับการวิจัย เพื่อสร้างคอร์ส Sleep Hacking ความยาว 4.5 ชั่วโมง ขายในราคา 49 เหรียญ

ขายคุณค่าไม่ใช่ราคา

คอร์สของ Scott สัญญาว่าจะช่วยให้ผู้เรียนประหยัดเวลาได้ชั่วโมงครึ่งจากการหลับต่อครั้ง (ในตอนกลางคืน) คุณค่าที่คอร์สเรียนนี้ส่งมอบให้กับผู้เรียนคือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน หรือช่วยให้มีเวลากับเพื่อนฝูงและครอบครัวมากขึ้น

การทำตลาด

การที่จะขายคอร์สเรียนได้นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 อย่างคือ
  1. คะแนนและรีวิว
  2. จำนวนนักเรียนที่มาลงทะเบียน
เราจะเห็นตัวชี้วัดทั้ง 2 นี้ในแต่ละคอร์สเรียนบน Udemy โดยธรรมชาติแล้วคอร์สที่มีคะแนนสูง และจำนวนผู้ลงทะเบียนเยอะจะถูกมองว่าคอร์สนั้นดีกว่าคอร์สอื่น ๆ ในเรื่องเดียวกัน และมีโอกาสขายได้มากกว่าคอร์สเรียนที่ไม่มีคนลงเรียนและรีวิว
Scott มีอีเมล์รายชื่อของเพื่อน ๆ และครอบครัวที่น่าจะสนใจคอร์สเรียนของเขา หลังจากที่ปล่อยคอร์สเรียนออกไป ชายหนุ่มได้ส่งอีเมล์หาคนเหล่านี้ พร้อมเสนอคูปองเพื่อใช้เรียนฟรี แต่ต้องแลกกับการเขียนรีวิวเชิงบวกให้
ข้อดี คือ ถ้าคุณยังไม่มีรายชื่ออีเมล์จำนวนมาก เพราะไม่มีใครรู้จักคุณ คุณสามารถใช้วิธีนี้ได้โดยการส่งอีเมล์สอบถามผู้คนที่คุณรู้จัก กลยุทธนี้ทำให้ Scott ได้รับ 10 รีวิว ซึ่งในตอนแรกเขาตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องได้รีวิวเป็นเลข 2 หลัก
กลยุทธต่อมาที่ Scott แนะนำ คือ การปล่อย Teaser ใน Twitter หรือ Facebook พร้อมกับข้อความเชิญชวนว่า “อีกหนึ่งสัปดาห์ผมจะปล่อยคอร์สเรียนนี้ ใครที่สนใจสามารถมาดูได้ฟรี” จากนั้นคุณก็จะมีกลุ่มเพื่อนที่อยากรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่คุณปล่อยออกไป ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะช่วยเขียนรีวิวในช่วงแรกให้กับคุณได้

วิธีเพิ่มจำนวนนักเรียน

เป้าหมายของ Scott คือ หาคนมาลงเรียนให้ได้ 1,000 คน เพื่อที่ในอนาคตเขาจะได้ทำการตลาดได้ง่ายขึ้น BlackHatForum.com เป็นอีกที่หนึ่งที่ Scott เข้าไปโพสต์กระทู้เชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาเรียนคอร์สของเขา โดยการแจกคูปองเรียนฟรีที่นั่น
ภายใน 24 ชม. เขาก็ได้ผู้เรียน 1,000 คนสมใจ พอถึงเป้าหมายที่ต้องการ Scott แนะนำยกเลิกคูปองเรียนฟรี เพื่อป้องกันการค้นเจอใน Search Engine หรืออาจมีคนหัวใสนำไปขายต่อผู้อื่นอีกที

อัลกอริทึมการจัดอันดับของ Udemy

Scott เรียกอัลกอริทึมของ Udemy ว่าเป็นระบบจัดอันดับแบบอิงความเร่ง คือ ยิ่งคอร์สนั้น ๆ มีนักเรียนใหม่มาลงทะเบียนมาก ๆ เข้าภายใน 7 วัน ก็จะยิ่งช่วยให้คอร์สเรียนใหม่สามารถไต่ไปอันดับแรก ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณควรมียอดรีวิวและจำนวนนักเรียนเยอะ ๆ ในช่วงแรก เพราะมันทำให้โอกาสขายของคุณเพิ่มมากขึ้น

กฏ 10%

Scott กล่าวว่า มีคนเพียง 10% เท่านั้นที่ดูวิดีโอคอร์สเรียนของคุณจนจบทุกตอน (รวมถึงอีบุ๊ค และเนื้อหาอื่น ๆ) ดังนั้นถ้าคุณจะรอให้คนมาดูจบและเขียนรีวิวให้ คุณจะเสียโอกาสมากมายเลยล่ะ
ดังนั้น Scott จึงแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 Part ใหญ่ ๆ โดยร้องขอให้นักเรียนเขียนรีวิวให้เมื่อพวกเขาเรียนจบแต่ละ Part เขาอธิบายว่ามีนักเรียนบางคนรู้สึกตื่นเต้นที่จะนำความรู้ที่ได้ไปลองใช้ทันที พวกเขาอาจไม่ได้ดูวิดีโอจนจบ แต่รีวิวเหล่านั้นก็ช่วยดึงดูดนักเรียนใหม่ ๆ ให้ค้นพบคอร์สเรียนตัวนี้
นอกจากนี้เขายังเสริมอีกว่า วิดีโอคอร์สเรียนที่พ่วงด้วยเนื้อหาสอนการเขียนรีวิว ถ้าเนื้อหามีคุณค่าจริง ผู้คนก็มักเต็มใจที่จะสละเวลา 1 นาทีในการเขียนรีวิวให้

ใช้ Udemy เก็บอีเมล์ลูกค้า

ในตอนจบของแต่ละ Part คุณสามารถเสนอเนื้อหาโบนัสพิเศษให้กับผู้เรียนได้ โดยการให้พวกเขาเข้าไปที่เว็บไซต์ของคุณ และกรอกอีเมล์เพื่อรับสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือดาวน์โหลดเนื้อหาโบนัสเหล่านั้นได้

การตั้งราคา

ในช่วงที่คุณปล่อยคอร์สฟรี คุณสามารถเพิ่มราคาคอร์สเพื่อกระตุ้นการรับรู้ถึงคุณค่าของมันแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ โดยส่วนมากคนมักชอบลงทะเบียนคอร์สฟรีราคา 99 เหรียญ มากกว่าคอร์สฟรีราคา 29 เหรียญ แม้ว่ามันจะฟรีเหมือนกันก็ตาม

ทดสอบการตั้งชื่อคอร์ส

คุณสามารถนำโค้ด Google Analytic มา Track คอร์สเรียนของคุณบน Udemy ได้ ดังนั้นคุณจะตรวจสอบ Conversion rate (อัตราที่ผู้ชมจะกลายเป็นผู้ซื้อ) จากการเปลี่ยนชื่อคอร์ส หรือปัจจัยอื่น ๆ ลองทดสอบตั้งชื่อ และกลับมาดูผลใน 2 อาทิตย์ ว่ามัน work หรือไม่ นอกจากนี้คุณยังใช้วิธีนี้ทดสอบเรื่องการตั้งราคาต่าง ๆ ได้อีกด้วย

รายได้จาก Udemy

กรณีที่ผู้สอนให้ Udemy ช่วยทำการตลาดให้ รายได้ที่จะได้รับ คือ 50% ถ้าหากผู้สอนดำเนินการหาคนมาเรียนเอง Udemy จะชาร์จ 3% โดยหักผ่านบัตรเครดิต ส่วนที่เหลือ 97% ของเป็นของเจ้าเนื้อหา


ความเห็นจากผู้เขียน

Udemy กับ Amazon มีความคล้ายกัน คือ เป็นเจ้าตลาดใน Content นั้น ๆ นั่นหมายความว่าแม้คุณเป็นคนแปลกหน้า (ไม่มีชื่อเสียง) หาก Content ของคุณดีจริงคุณก็มีโอกาสขายได้ (พิจารณาจากความน่าจะเป็นที่สูงขึ้นตามจำนวนลูกค้าใน Platform ดังกล่าว)
อย่างไรก็ตามหลักการ Give first get later ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ คุณจะเห็นได้ว่า Scott เปิดโอกาสให้ผู้เรียนรุ่นบุกเบิกได้เรียนฟรี แลกกับการเขียนรีวิว เพื่อให้คอร์สของเขาไปปรากฏอันดับต้น ๆ ของ Udemy
ในเมืองไทยผมขอยกตัวอย่าง คอร์สเรียนสอนเขียนแอพ Android ของพี่นู๋เนย ที่เพิ่งปล่อยไปบน Udemy เหมือนกัน มีคนสนใจลงทะเบียนเรียนมากมาย ใช้หลักการเดียวกันครับ โดยพี่เนยจะเน้นการเขียนบทความคุณภาพให้ความรู้ในการพัฒนาแอพ Android แบบฟรี ๆ ในเว็บของตัวเองอย่างinthecheesefactory และ nuuneoi.com
นี่แสดงให้เห็นว่าในตลาดที่แคบลงมา (เฉพาะในเมืองไทย) ทำไมคุณต้องมีฐานแฟน ทำไมคุณต้องให้ก่อนรับ ก็เพราะลูกค้าที่ซื้อของคุณเค้ารู้จักคุณไง ผ่านเนื้อหาฟรีที่มีประโยชน์และคุณค่าที่คุณเป็นคนนำเสนอ ซึ่งต่างกับเคสต่างประเทศที่มีลูกค้าจำนวนมหาศาล โอกาสในการขายออกเลยเยอะกว่า
ดังนั้นที่ผมอยากแนะนำ คือ ถ้า Content ของคุณเป็นภาษาอังกฤษ อย่าลืมลองทดสอบกับตลาดระดับโลกดู แต่ถ้าหาก Content ของคุณเป็น Local อย่าลืมสร้าง Authority หรือความเป็นกูรูในด้านนั้น ๆ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณได้รู้จักครับ ซึ่งในระยะยาวแล้ว Authority เป็นตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการ Solopreneur ได้เปรียบในการแข่งขันครับ
credit: startitup

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

ว่ากันด้วยเรื่อง ศาสตร์จีน



ศาสตร์จีน วันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับผลงาน และแนวคิดของ อ.ถวัยล์ ท่านได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านภาพและคำพูดที่ ช่วยให้เราระลึกอยู่เสมอว่าเราทำอะไรอย่างไร เราคือใคร เป็นสิ่งที่ดีมากเลยครับ ลองรับชมครับ
คำอรรถาธิบายผลงาน อ.ถวัลย์ และคำสั่งสอนในช่วงที่ท่านเป็นนักศึกษาโดย อ. ศิลป์ พีระศรี

อ.ถวัยล์ เขียนเล่าไว้ดั่งนี้ว่า

อะไรคือศิลปะ?
คำถามนั้นก้องสะท้อนอยู่ในผนังใจของผมในช่วงวัยรุ่น ในขณะที่ผมกำลังทำความเข้าใจศิลปะ ทะลวงกำแพงและหักโซ่ตรวน ขื่อคาพันธนาการทางงานช่างฝีมือ ไปสู่ความสะเมือนใจในศิลปะ

นี่นาย... ฉันคิดว่านายพอแล้ว นายทำได้แล้วงานเรียน นายคิดสินาย สร้างสรรค์นะนาย นายทำอะไรมาก็ได้ ที่ผิดน่ะนาย ฉันจะบอกนายว่ามันผิดยัไง

นี่่นาย... อันนี้ มันไม่ใช่นิสัยของนายนะ มันเป็นเดคคอเรทนะนาย มันสวยเกินไป มันไม่มีกำลังนะนาย เลิกทำเสียดีกว่านาย

นี่นาย... อันนี้ นายแกล้งทำเกินไป มันไม่ซินเซียร์นะนาย มันมากเกินไปมันเป็นบาโรคนะนาย มันไม่มีข้างใน มันกลวงนะนาย ฉันว่ามันไม่ดีนะนาย...ของนายมันเป็นโปสเตอร์นะนาย เพอร์สเปคตีฟนายผิดนะนาย มันไม่เป็นศิลปะนะนาย นายไม่เข้าใจฟิลลิ่ง มันไม่มีสปิริตนะนาย

นี่นาย... ควายของนาย แอ็คชั่นมาเกินไปนะ ฉันว่าม้าเท่านั้นทำท่านี้ วัวควายไม่ทำนาย

นี่นาย...เราเรียนศิลปะนะ ทำไมนายถึงไปให้เขาฝึกทหาร ซ้ายหัน ขวาหัน คนนะนายไม่ใช่ควาย

นี่นาย...หัวหน้ากองหัตถศิลป์ มาฟ้องว่าพวกนายนั่งนินทานางแบบทั้งวันไม่ทำงาน

นี่นาย...นู้ดของนายเหมือนไม้ทาสีนะนาย ไม่มีชีวิตเลย นายพยายามนะนาย

นี่นาย...รูปคนของนายยุ่งเกินไป ทำการเมืองมากเกินไป ฉันอยากให้นายทำศิลปะนะนาย ไม่อยากให้นายยุ่งเรื่องการเมืองในศิลปะ อันตรายมากนะนาย

นี่นาย...นายตกเพอร์สเปคตีฟอีกแล้ว นายมารีเอ็กแซมกับฉันนะนายก่อนกลับบ้าน

นี่นาย...นายอยากได้อ่านทีซีสไหมนาย มาหาฉันที่ห้องนะ พรุ่งนี้ฉันไปโรงพยาบาล

นี่นาย...ถ้านายรักฉัน ทำศิลปะนะนาย นายไม่ต้องจัดวันเกิดให้ฉัน นายจัดห้องเรียนให้สะอาด นายโกนหนวดแล้ว คนภูเขา วันนี้นายเป็นฮิวแมนบีอิ้งแล้ว ก่อนนั้นนายเป็นลิงนะนาย

นี่นาย... นายเข้าเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ผู้หญิงด้วยนะนาย ฉันรู้นายไม่ชอบ แต่อาร์ติสต้องมีความรู้เรื่องอื่นนะนาย ถ้านายปฏิเสธ นายลำบากนะนาย

นี่นาย... ฉันคิดว่า ที่นายขอฉันห้าร้อยบาทไปซื้อผ้าร้อยเมตรมาเขียนโปสเตอร์งานแห่งชาติ ฉันให้นายห้าบาทพอแล้วนาย เขียนเมตรเดียวพอ อาร์ต เอ็กซิบิชั่นฉันออกวิทยุแล้ว ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์แล้ว ฉันไม่ใช่โสเภณีนะนาย เราทำงานศิลปะ คนดูเขาอยากมาเอง ฉันไม่ได้ขายตัว ฉันทำงานศิลปะนะนาย

นี่นาย... ค่ำแล้ว นายเพิ่มกลับมาหรือ? (ผมกับวิรัช กันทรัพย์ เพื่อรุ่นน้องมัณฑนศิลป์ อาจารย์ใช้ให้ไปเขียนประกาศนียบัตรที่สถานฑูตแห่งหนึ่ง ทั้งวันเช้าจรดเย็น ตามคำสั่งอาจารย์)

นายได้กินข้าวมั๊ย? เขาเลี้ยงไหม? เขาให้เงินนายมั๊ย? ไม่เลยหรือ? บ้าจริงๆ

นี่ฉันให้นาย (อาจารย์ควักเงินส่วนตัวให้คนละร้อย บ่นพึมพำว่า บ้า บ้าจริง ๆ)

นี่นาย... รูปชาวเขาลงผี อันนี้ของนายเก็บไว้ให้ดี นายมีหัวคนหนึ่ง วันหนึ่งจะเป็นรูปสำคัญของเมืองไทยนะ

นี่นาย...นายคิดว่านายเป็นใคร สวัสดิ์ ชลูด ตั้งราคาสามพันบาท นายไปตั้งราคาเท่าเขาได้ยังไง นายยังเป้นนักเรียนอยู่นะ
นายไม่ใช่อาร์ติส

นี่นายคนภูเขา นายเอากะเขาด้วยหรือ ? แสดงรูปวังสวนผักกาดนี่
เหรอ ? นายระวังนะ นายทำคอมเมอร์เชียลมากเกินไปนะนาย ฉันว่านายตั้งใจทำงานดีกว่า

นี่นายคนภูเขา ฉันให้นายได้รางวัลแต่รูปนายแย่มากนะนาย สีนายไม่ทำงาน เพอร์สเปคตีฟนายผิด มันเป็นโปสเตอร์นะนาย รูปนายเป้นรูปที่เลวน้อยนิดหน่อยนะนาย

นี่นาย...ฉันคิดว่าถ้านายเขียนรูปอย่างนี้นะนาย ตายดีกว่านาย ไม่มีสปิริตเลย

มหาวิหารแห่งคุณธรรม

อาจารย์คือเทพเจ้าสำหรับลูกศิษย์ ทั้งเคารพ ยกย่องเทิดทูนบูชาต่อหน้าและลับหลัง เราวางท่านไว้บนหิ้งบูชา คุรุเทพ เกรง และกลัวท่านจะโกรธเสียใจ ที่เราไม่ขยันหมั่นเพียร ท่านเป้นแบบอย่างที่ดีเลิศ ทั้งคุณธรรม จริยธรรม และตลดจนเป็นแบบอย่างของการดำรงชีวิต

จากหนังสือ อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์ หน้า386-389

คำวิจารณ์และความเอื้อาทรเหล่านี้กล่อมเกลาให้ท่านก้าวสู่ความเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว และท่านก็ได้สร้างผลงานให้อยู่เคียงคู่โลกนี้ตราบนานเท่านาน

ขอบคุณ the nation

ครับกับเนื้อหาของบทความผมว่ามันให้แนวคิดอะไรหลายๆอย่างเลยนะครับ เพียงแค่เรารู้ ฟัง และคิดตาม สิ่งดีๆก็เกิดขึ้นกับตัวเราได้ เริ่มต้นที่การทำ แล้วพบกันใหม่ครับกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

อุปนิสัย " นักเรียนรู้ตลอดชีวิต" และเทคนิคข้อเดียวที่จะอัพเกรดชีวิตคุณไปตลอดกาล....

บทความนี้เป็นเรื่องราวแนวคิดที่น่าสนใจ เป็นเรื่องที่จะทำให้คุณมีแนวคิดว่า ถ้าคุณพยายามที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลามันจะเป็นเรื่องที่ช่วยพัฒนาคุณ เพียงเทคนิคง่ายๆเพียงข้อเดียวมันก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล

วันนี้ผมได้มีเรื่องราวดีๆจากการดูวิดีโอของ  Brian Tracy เจ้าเก่า 
เป็นวิดีโอสั้นๆ 4 นาทีเศษเช่นเดียวกับวิดีโอเรื่องอื่นๆ ของเค้า ซึ่งตอนนี้มีชื่อว่า…
Develop the Habit of Lifelong Learning for Professional Development
แปล : การพัฒนาอุปนิสัยแห่งการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาเชิงวิชาชีพ

ลองรับชมดูนะครับเพราะผมดูแล้ว ก็ประทับใจ + ซาบซึ้งอีกเช่นเคย อดไม่ได้ที่จะ Share ให้ทุกท่านได้รู้ด้วย…เพราะมันเป็นหลักคิด และเทคนิคง่ายๆ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริง
ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะตัวเองก็เคยทำมาบ้าง (แม้จะไม่สมบูรณ์เท่าที่เค้าแนะนำ) แค่นี้ยังเห็นผลดีอย่างมหาศาลแล้วดูเสร็จทำให้ตัดสินใจได้เลยว่า… ที่ผ่านมายังทำได้ไม่ดีพอ… วันข้างหน้าจะทำให้ดีขึ้นตามคำแนะนำของเค้า

ลองคลิ๊กดูวิดีโอด้านล่างนี้นะครับ… ท่านใดฟังไม่ทัน หรือฟังไม่รู้เรื่อง ก็มี 2 ทางเลือกครับ

1) เปิด Subtitle/CC ขึ้นมาอ่านไปพร้อมๆ กับที่ฟัง (เป็น Subtitle อัตโนมัติ อาจมีผิดบ้าง แต่ไม่เสียสาระสำคัญ)
2) อ่านที่ผมสรุปเป็นภาษาไทย ด้านล่างวิดีโอ


คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
Brian Tracy เริ่มต้นด้วยประโยคชวนคิดว่า

ทุกวันนี้มีการแข่งขันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา…
ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ เราเองก็อยู่ในการแข่งขันนั้นเสียแล้ว!

ดังนั้น ถ้าในทุกวันนี้ เรายังไม่เป็นคนที่ชอบใฝ่หาความรู้ จากการอ่าน จากการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ
หรือ กระทั่งจากการฟังเสียงอ่าน Audio Book ที่เป็นประโยชน์ไปพลางๆ ระหว่างเดินทาง
เราก็ควรจะรู้ไว้ว่า จะมีคนอื่นๆ ที่กำลังทำสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ
และเมื่อต้องมีการแข่งขันเกิดขึ้น ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่คนกลุ่มนั่นล่ะ จะเป็นผู้ชนะ
(คือประสบความสำเร็จ ก้าวหน้าขึ้นไป ขณะที่เรายังอยู่จุดเดิม)

เค้าจึงอยากกระตุ้นให้คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ลุกขึ้นมา…

Develop Habit of Lifelong Learning

หรือ สร้างอุปนิสัยการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นกับตัวเอง


เค้าเชื่อว่า นี่เป็นอุปนิสัยสำคัญอย่างยิ่ง
ที่จะทำให้เราก้าวขึ้นไปสู่การเป็นบุคคลระดับ “แนวหน้า” ในสายงานที่เราทำอยู่ (หรือที่เราสนใจ)
นอกจากนั้น อุปนิสัยนี้ ยังจะนำมาซึ่ง “ผลพลอยได้” อีกหลายอย่าง ได้แก่

เราจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี และคิดบวกได้มากขึ้น
มีพลังและความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น
เป็นคนที่มีความสุขขึ้น
ทั้งนี้ก็เพราะความรู้และทักษะที่เราได้จากการเป็น “Lifelong Learner” นั้น
จะช่วยให้เราเห็นโอกาสต่างๆ มากขึ้น เข้าใจโลกมากขึ้น และได้ตระหนักถึง “ศักยภาพที่แท้จริง” ของตัวเองมากขึ้น

เทคนิคที่เค้าแนะนำให้ใช้ เพื่อพัฒนาอุปนิสัยการเป็นนักเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น ก็สั้นๆ ง่ายๆ นั่นคือ

แค่อ่านหนังสือวันละ 30-60 นาที!

ด้วยอัตรานี้ 1 สัปดาห์ เราจะอ่านหนังสือได้ประมาณ 1 เล่ม
ซึ่งเค้าบอกว่า แค่นี้ก็เจ๋งแล้ว เพราะคนอเมริกันนั้น เฉลี่ยต่อปียังอ่านได้ไม่ถึงเล่มเลย
(สถิติตรงนี้ ของคนไทยผมว่าก็พอๆ กันครับ น่าจะแย่กว่าด้วยซ้ำ T-T)

แต่เค้าอยากให้คิดไปไกลกว่านั้น
ลองคิดดูว่าถ้าเราทำแบบนี้ได้ 1 ปี เราก็จะอ่านหนังสือได้ถึงกว่า 50 เล่ม

ซึ่งเค้าอ้างว่ามันเทียบเท่ากับการได้ “ปริญญาเอก ภาคปฏิบัติ” หรือ “Practical PhD” เลยทีเดียว
โดยเค้าอ้างถึงสถิติว่า การจะทำดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) เพื่อจบ ปริญญาเอกได้นั้น
มักต้องมีการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เทียบเท่าหนังสือประมาณ 30-50 เล่ม

ยังไม่หยุดครับ…
เค้าให้ลองคิดต่อว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่องไปซัก 10 ปีล่ะ
มันจะเท่ากับเราได้อ่านหนังสือใน Field หรือสายงานที่เราสนใจมากถึง 500 เล่มเลยทีเดียว!

ถ้าทำได้แบบนั้น…
เราจะไม่สามารถขึ้นไปเป็น “แนวหน้า” ของสายงาน หรือด้านที่เราสนใจได้เลยหรือ ?
เราจะไม่สามารถเป็นคนที่ “เชี่ยวชาญ” ที่สุดคนหนึ่งในงานที่เราทำเลยหรือ ?
และสุดท้าย เราจะไม่มี “รายได้” ที่ดีที่สุดในสายงานนั้นๆ ได้เลยหรือ ?

ทั้งหมดนี้… สามารถเริ่มได้เพียงสละเวลาดูทีวี ฟังวิทยุ หรืออ่านหนังสือพิมพ์ออกไปซักหน่อย
อาจจะต้องตื่นเช้าขึ้นอีกซักนิด… เพื่อให้เราได้มีเวลา “ลงทุนในตัวเอง”

เพราะมันคือ “การลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนได้คุ้มค่าที่สุด” ตลอดชีวิตที่เหลือของเรา!

กลับมาที่ประสบการณ์ของผมนะครับ…

ผมเองแม้จะไม่ได้อ่านหนังสือได้ทุกวันขนาดนั้น… แต่ก็ถือว่าอ่านมากกว่าคนทั่วไป
การเข้าสัมมนาต่างๆ นั้น ผมแทบไม่ได้ไป เพราะขี้เกียจเดินทาง และไม่ชอบคนเยอะ
แต่ถามว่าดูทาง Youtube เยอะมั๊ย… ก็ต้องบอกว่าดูเยอะมากๆ
เรื่อง Audio Book นั้น… ผมเสพจนไม่มีจะให้เสพแล้วครับ
นี่คือสิ่งที่ผมทำมาตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา… ทำให้ผมไม่สงสัยคำแนะนำของ Brian Tracy เลย


มันอยู่ที่เราจะทำหรือไม่!


ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่หยุด ที่จะศึกษาหาความรู้
เริ่มขยายตัวเองออกไปใน Field ในสาขาใหม่ๆ ที่เราชอบ และที่คิดว่าสำคัญ
ซึ่งรวมถึงการศึกษาทางใจ ทางธรรมมะด้วย…
เพราะท้ายที่สุด รู้ทุกอย่างท่วมหัว มีเงิน มีเกียรติ แต่ใจเป็นทุกข์มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร!

คุณล่ะครับ อ่านบทความนี้จบ คิดจะทำอะไรต่อไปครับ ?

Credit:Pantip

ผมหวังเนื้อหาจะมีประโยชน์และให้แนวคิดดีๆกับทุกคนนะครับผมแล้วพบกันใหม่กับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่ไม่ง่ายเลย สวัสดีครับ