วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรื่องราวของคนใจกว้างและใจแคบ

วันนี้ได้มีโอกาสอ่านเรื่องนี้แล้วคิดว่าได้อะไรหลายๆอย่างเลย นำมาฝากเพื่อนๆครับ

แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก
วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย
ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก
คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง
แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ
แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ?
ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ?
รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่
เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม
เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์
เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า
เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย
วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบ แต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า
อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะฝ่ายเดียว
ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้
แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”
แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน
พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย
โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน
ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ
การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน.....
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้
หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู
คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่รู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา
การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา
ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย
ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน
คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต

แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความลับของสมองมนุษย์ 12 อย่างที่นักสื่อสารการตลาดควรรู้

1415043150-12-facts-human-brain-make-marketing-successful
เวลาเราพูดเรื่องการตลาดนั้นคงไม่พ้นที่เราจะต้องมาพิจารณาเรื่องของมนุษย์เป็นสำคัญ ยิ่งถ้านักการตลาดเข้าใจความคิดหรือกลไกของมนุษย์มากเท่าไร เราก็สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นมาคิดกลยุทธ์การตลาดดีๆ ได้เช่นกัน ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดคือแคมเปญที่ประสบความสำเร็จนั้นล้วนสามารถอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ / จิตวิทยาทั้งสิ้น
ดูตัวอย่างข้อมูลล่าสุดที่นำเสนอโดย Emma ที่อธิบายกลไกสมองของมนุษย์ที่น่ารู้เพื่อเอาไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค หรือไปพัฒนาเทคนิคการตลาดของคุณ ซึ่งก็น่าสนใจทีเดียวครับ
  1. เราจะมีปฏิกริยาตอบสนองอัตโนมัติใน 3 วินาทีหรือน้อยกว่านั้น
  2. การประมวลผลจากอารมณ์และความรู้สึกจะเร็วกว่าการใช้เหตุผลถึง 5 เท่า
  3. ความรู้สึกจะอยู่กับเรานานกว่าเหตุผลหรือความคิด
  4. สมองของเราประมวลผลภาพเร็วกกว่าข้อความถึง 60,000 เท่า
  5. 90% ของข้อมูลที่สมองประมวลผลเป็นข้อมูลแบบภาพ
  6. เราจะจดจำข้อมูลที่มีภาพและข้อความมากกว่าข้อมูลที่มีข้อความอย่างเดียว
  7. สมองคนเรานั้นโยงภาพใบหน้าของมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ได้ตั้งแต่เกิด
  8. สมองส่วนที่ประมวลผลภาพนั้นอยู่ติดกับสมองส่วนที่ประมวลผลด้านอารมณ์
  9. ภาพที่มีใบหน้าของคุณมักจะทำให้เราเตะตา
  10. 62-90% ของการตัดสินสินค้านั้นเกิดจากการตัดสินด้วยสี
  11. สีเหลืองนั้นกระตุ้นสมองส่วนกลาง
  12. สีน้ำเงินสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจ

รู้แล้วยังไง?

  • คุณต้องวางแผนที่จะกระตุ้น Gut Reaction เช่นการเขียนหัวข้อที่เตะตา กระตุ้นความสนใจ เช่นเดียวกับการโยงเรื่องของอารมณ์ซึ่งจะทำให้มันน่าสนใจมากขึ้น
  • สร้างคอนเทนต์ที่เน้นภาพเป็นสำคัญ
  • ลองคิดเรื่องการใช้ภาพนำสายตาคนไปยัง Call to action
  • ทดลองวิธีต่างๆ เพื่อหาวิธีที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด

เป็นอย่างไรครับ น่าสนใจใช่ไหมครับกับเรื่อง ความลับของสมองมนุษย์ 12 อย่างที่นักสื่อสารการตลาดควรรู้ แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

7 วิธีแก้อาการ Art Block

เชื่อว่านักวาดรูปหลายคนไม่เว้นแม้แต่ศิลปินใหญ่ หรือนักเขียนชื่อดัง
ต้องเคยเป็นอาการที่เรียกกันว่า Art block กันมาก่อน
หรือเผลอๆ นี่อาจจะเป็นอาการที่อยู่กับวงการวาดรูปเลยก็ได้ 555
อาการ Art block ที่ว่านี้
คนที่เป็นจะมีอาการหัวตื้อ ไอเดียตัน คิดงานไม่ออกโดยไม่มีสาเหตุ
ซึ่งจะเป็นมากเป็นน้อย หรือเป็นนานแค่ไหน ยังไงนั้น
จะขึ้นอยู่ตัวนักวาดเอง แต่ละคนจะเป็นไม่เท่ากันครับ
แต่ที่แน่ๆ เมื่อมีอาการนี้เกิดขึ้นแล้ว
สิ่งที่ตามมา คือ วาดไม่ออก งานไม่เดิน หรือแย่กว่านั้น คือ งานไม่เสร็จ
ซึ่งหลายครั้งมันก็สร้างปัญหาให้กับพวกเราทุกคน
นักวาดแต่ละคนจึงต้องมีวิธีรับมือกับอาการ Art block ที่ว่านี้ให้ได้
เพราะงั้นวันนี้ผมเลยจะมาบอก 7 วิธีแก้อาการ Art block ให้กับทุกคนได้อ่านกันครับ
และอย่างที่บอกไปว่าอาการ Art block ของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
วิธีแก้ปัญหาของแต่ละคนจึงแตกต่างกัน
แต่ที่มาบอกในวันนี้เป็น 7 วิธียอดนิยม
ที่ผม และคนรอบๆ ตัวผมมักจะใช้กันอยู่บ่อยๆ ครับ
เอาละ มาเริ่มกันที่

1 – หยุดวาด
หลายคนคงคิดว่า อ่าว แล้วแบบนี้งานจะยิ่งไม่เดินหนักกว่าเก่าหรอ
คำตอบ คือ ใช่ครับ วิธีนี้จะทำให้งานไม่เดิน
แต่จริงๆ แล้ว งานวาดเป็นงานที่ต้องใช้ไอเดีย และความอยากวาดครับ
ถ้าคิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปฝืนวาดหรอกครับ
เพราะถ้าเราฝืนวาดในช่วงที่เกิดอาการ Art block ต่อไป
มันจะทำให้คุณภาพของผลงานเราออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ซึ่งถ้างานที่ทำอยู่ไม่ได้เร่งรีบใกล้ Deadline มากจนเกินไป
ก็แนะนำว่าให้หยุดวาดไปก่อนจะดีกว่าครับ

2 – หาแรงบันดาลใจ
เมื่อเราหมดไฟในการวาด เราก็ต้องหาวิธีเติมไฟให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งให้ได้
ซึ่งคำว่า แรงบันดาลใจ ของแต่ละคนก็ย่อมไม่เหมือนกัน
หลายๆ คน เลือกที่จะดูผลงานของนักวาดที่เขาชอบ
หลายๆ คน เลือกที่จะเปิดหาไอเดียต่างๆ ในอาร์ตบุ๊ค
หลายๆ คน เลือกที่จะอ่านการ์ตูนที่เขาชอบ
ไม่มีวิธีที่ตายตัวในข้อนี้ครับ
แต่แนะนำว่าควรเลือกหาวิธีที่เราจะได้รับแรงบันดาลใจจากการ เสพย์ ในสิ่งที่เราชอบ
และนั่นจะเป็นวิธีการเติมไฟให้เราได้อย่างหนึ่งครับ

3 – ดูหนัง ฟังเพลง
ในบางครั้งอาการ Art block ก็เกิดจากการที่เราคร่ำเคร่งกับการวาดมากเกินไป
ถ้าเป็นแบบนั้นให้เราลองถอยจากการวาดรูปสักแป๊บนึง
แล้วหาอะไรที่ทำให้เรารู้สึกเพลิน หรือผ่อนคลายทำดูครับ
ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี หรือแม้กระทั่งเล่นเกมก็ได้
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราลดความคร่ำเคร่งในการวาดลง
แต่จะทำให้เราสนุกกับการวาดมากขึ้นครับ

4 – เปลี่ยนสถานที่วาด
ในหลายๆ ครั้ง การที่เราวาดรูปไม่ออก เพราะเรากำลังรู้สึกเบื่อครับ
แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยนสถานที่วาดบ้าง
เช่น ร้านกาแฟ หรือในสวนสาธารณะ เป็นต้น
เมื่อเราเปลี่ยนไปวาดรูปที่อื่น
มันทำให้เราไม่รู้สึกซ้ำซากจำเจ
และมันทำให้เราอยากวาดรูปขึ้นมาเองครับ
นอกจากนี้การไปวาดตามที่สาธารณะ
ก็เป็นการได้โชว์ผลงานของเราไปในตัวด้วย
นักเขียน และนักวาดบางคนก็ได้งานจากการออกไปวาดนอกสถานที่เนี่ยละครับ

5 – เดินเล่นในนิทรรศการ
ถ้ามีเวลาว่างมากพอ
ผมอยากแนะนำให้ลองไปเดินเล่นในงานนิทรรศการต่างๆ ดูบ้างเหมือนกันนะครับ
เพราะในนิทรรศการเหล่านี้มักจะมีผลงาน กิจกรรม หรือบรรยากาศต่างๆ
ที่ช่วยให้เรารู้สึกสนุกไปกับงานนั้นๆ
และพอเรารู้สึกสนุกมากขึ้น เราจะกลับมาวาดรูปได้เองครับ
เผลอๆ นอกจากจะวาดรูปได้แล้ว
เราอาจจะได้ไอเดียอะไรบางอย่างจากนิทรรศการนั้นด้วยก็ได้นะครับ

6 – ดูงานเก่าๆ ที่เคยวาดไว้
เวลาที่หมดกำลังใจที่จะวาดรูปต่อ
ลองเอาผลงานเก่าๆ ของตัวเองขึ้นมาดูสิครับ
แล้วคุณจะพบว่าตัวเองเดินมาได้ไกลขนาดไหน
ไม่ว่ามันจะเป็นรูปวาดเล่นในสมุดเรียน
การ์ตูนเรื่องแรกที่ทำเสร็จ
หรือ งานที่เคยส่งประกวดก็ตาม
ลองเอางานเหล่านั้นขึ้นมาดู
แล้วเทียบกับฝีมือเราในตอนนี้ดูสิครับ
รับรองว่าคุณจะมีแรงบันดาลใจในการวาดเพิ่มขึ้นแน่นอน

7 – นัดเจอเพื่อนที่วาดรูปด้วยกัน
วิธีนี้เป็นวิธีที่คลาสสิคที่สุด และเชื่อว่าจะใช้แก้อาการ Art block ได้อีกหลายยุค
เพราะเวลาที่เราวาดรูปกับคนที่เราคุ้นเคย หรือชอบอะไรเหมือนกับเรา
จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการวาดมากขึ้น
วิธีนี้แนะนำว่าให้ชวนเพื่อนไปวาดกันหลายๆ คนจะยิ่งดีครับ
หรือไม่ก็อาจจะชวนเพื่อนที่เราสนิทด้วยไปวาดรูปนอกสถานที่ดูบ้างก็ไม่เลวครับ
นอกจากนี้ในหลายๆ ครั้ง การได้วาดรูปด้วยกัน
ได้คุยเรื่องวาดกัน ได้ปรับทุกข์ เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง
มันก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้เหมือนกันครับ
ส่วนจะไปกับกลุ่มไหน ยังไงนั้น
ขึ้นอยู่กับความรู้สึก และความสบายใจเป็นหลักได้เลยครับ

นอกจากนี้ให้ลองดูตัวเองเป็นหลักด้วยนะครับ
ว่าเราเหมาะกับข้อไหน หรือชอบข้อไหนเป็นพิเศษรึเปล่า
อย่างที่บอกไปว่าแต่ละคนมีวิธีแก้อาการ Art Block ไม่เหมือนกัน
ยังไงก็ลองดูนะครับว่าข้อไหนได้ผลสำหรับคุณ
เพราะถ้าคุณควบคุมอาการ Art block ได้แล้ว
การวาดรูปของคุณก็จะสนุกขึ้นแน่ๆครับ
Credit:copiicart
แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ