แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ online marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ online marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

จะทำอย่างไรกับ SEO ในวันที่ Backlink ถูกลดความสำคัญ

backlink
อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าเรากำลังอยู่ในยุค SEO ที่ Backlink กำลังถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังๆ Google ได้ลดความสำคัญของ Backlink ลงและประกาศว่ามันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการจัดอันดับเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของ Rank Brain เพื่อจัดอันดับ
เราจะมีแนวทางในการทำ SEO เพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า Backlink เคยมีความสำคัญอย่างไร
ในอดีตนั้น Google ได้คิดค้นวิธีการจัดอันดับโดยใช้ Backlink เปรียบเสมือนกับการโหวต ถ้าเว็บไซต์ไหนได้รับ Backlink มากๆแสดงว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดี มีคุณภาพ ยิ่งได้รับการโหวตมากๆ มีจำนวน Backlink เยอะก็จะส่งผลดีต่ออันดับของเว็บไซต์ใน SERP ตามไปด้วย แต่อย่างที่เรารู้กันดีว่าจำนวน Backlink อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ Backlink เหล่านั้นต้องมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วย

แล้วทำไม Google ต้องลดความสำคัญของ Backlink

การใช้ Backlink แทนการโหวตก็ดูเป็น Concept ที่ดีอยู่แล้วหนิ แล้วทำไม Google ต้องลดความสำคัญของมันลงด้วยล่ะ ผมคิดว่ามี 3 สาเหตุหลักๆด้วยกันคือ
  1. Backlink ไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพของเว็บไซต์เสมอไป เว็บไซต์ดีๆแต่ไม่มี Backlink ก็มีเยอะแยะไป แต่สิ่งที่แสดงถึงคุณภาพของเว็บไซต์นั้นๆก็คือ บทความอยู่ที่ในเว็บไซต์ต่างหาก นั่นจึงนำเราไปสู่คำกล่าวที่ว่า Content is king!
  2. Backlink ไม่ได้บ่งบอกถึงการโหวตดังเช่นเมื่อก่อน โอเคล่ะว่ามันยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่ถ้าลองสังเกตกันดูดีๆ Backlink ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเจ้าของเว็บไซต์ที่ทำ SEO โดยการสร้างลิงค์โยงกลับมาหาเว็บไซต์ตัวเอง ยังไม่รวมการทำ SEO สายดำมากมายที่ใช้โปรแกรมสร้าง Backlink เป็นจำนวนมากเพื่อหวังหลอกอัลกอริทึ่มของ Google
  3. Social Media ได้ทำให้พฤติกรรมการสร้าง Backlink ของผู้คนเปลี่ยนไปมากๆ ทุกวันนี้เราไม่ต้องแคร์จำนวนของ Backlink อีกต่อไปแล้ว ขอแค่มีเพจใหญ่ๆนำเอาบทความของเราไปแชร์นั่นจะสร้าง Traffic ได้เป็นจำนวนมากยิ่งกว่า ลองถามตัวเองดูสิครับว่าระหว่าง Backlink จำนวน 1,000 จากเว็บไซต์ต่างๆที่ไม่ก่อให้เกิด Traffic กับ Backlink เพียงหนึ่งเดียวที่มาจาก Facebook เพจดังๆที่มีคนติดตามเป็นล้าน คุณจะเลือกอันไหน ผมเลือกอันหลังเพราะมันมี Impact กับ Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์ของผมและเป็น Traffic ที่มี Engagement มากกว่า

SEO กับ Backlink ในอนาคต

แล้วเราจะมีแนวทางในการรับมืออย่างไรเมื่อ Backlink ถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ จริงๆแล้วต้องบอกอย่างนี้ครับ อันดับของเว็บไซต์เป็นผลพลอยได้จากคุณภาพของเว็บไซต์ คำถามคือจะทำอย่างไรให้บทความมีคุณภาพและเป็นประโยชน์มากที่สุด ทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายรักบทความของเรามากที่สุด แต่!!!!! บทความที่มีคุณภาพอย่างเดียวจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะพูดกันตามตรง เดี๋ยวนี้ใครๆก็สามารถทำได้ การเขียนบทความให้มีคุณภาพนั้นกลายเป็นเรื่องเบสิคที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องต่อยอดไปจากนั้นก็คือ การทำทั้งเว็บไซต์ให้น่าเชื่อถือ
ประโยคด้านบนนั้นมีความหมายอย่างไร ลองนึกตามดูง่ายๆนะครับ บทความเดียวกัน เขียนเหมือนกันทุกตัวอักษร ถ้านำไปโพสลงใน 2 เว็บไซต์คือ 1.เว็บไซต์โนเนมธรรมดาๆ กับ 2.เว็บไซต์ใหญ่ๆอย่าง Sanook kapook pantip คุณคิดว่าอันดับของใครจะดีกว่ากัน นี่แหละครับความหมายของเว็บไซต์ที่มีน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ
ผมไม่ได้หมายความว่าต้องทำเว็บไซต์ให้ใหญ่เหมือน Sanook Kapook Mthai Pantip นะครับ และก็ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์เล็กๆจะไม่มีโอกาสชนะเว็บไซต์ใหญ่ๆได้ เพราะผมเองก็เคยทำ SEO ให้เว็บเล็กๆติดหน้าแรกได้หลายต่อหลาย Keyword แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการจะสื่อก็คือ “จะทำอย่างไรให้ Google เชื่อมั่นว่าเว็บไซต์ของเราเชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือมากพอสำหรับบทความเรื่องที่กำลังเขียนอยู่ จะทำอย่างไรให้ Google เชื่อมั่นว่าเว็บเรารู้จริงในเรื่องนั้นๆ”
เพราะผมสังเกตอยู่เสมอว่าเว็บไซต์ใดก็ตามถ้าทำ SEO จนติดอันดับในบาง Keyword ได้แล้ว เดี๋ยว Keyword อื่นๆที่เกี่ยวข้องมันจะค่อยๆตามมาเอง ไม่รู้คิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า (ลองเปิด Google Analytics สังเกตดูสถิติของเว็บไซต์ตัวเองตามไปด้วยก็ได้ครับ Organic Traffic มันจะ Growth จาก Longtail Keyword ที่คล้ายกันรวมกัน)
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญต่อการทำ SEO ในยุคปัจจุบันก็คือบทความนั้นจะต้องมีความน่าสนใจจนผู้อ่านอยากนำไปแชร์ต่อด้วย (Shareable content) การเขียนบทความที่กลุ่มเป้าหมายอ่านแล้วอยากจะเอาไปแชร์ต่อใน Social Media ให้เพื่อนๆของเขาได้อ่านกัน และผมก็ยังเชื่อหมดใจเลยว่า Google ให้น้ำหนักกับ Social signal มากด้วยเช่นกัน
credit:hooktalk

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

LINE เปิด API ให้ร้านค้าเชื่อมต่อแอพได้ แชทได้ และกำลังจะมีบ็อต

ประกาศสำคัญของงานแถลงข่าว LINE คือการเปิด LINE Business Platform ให้คนอื่นเข้ามาใช้งานได้มากขึ้น (สักที!) รายละเอียดของการเปิดแพลตฟอร์มแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เปิดให้ Web Service, เปิดให้ SME, เปิดให้นักพัฒนา
รายละเอียดมีดังนี้ครับ

1. Web Service

ที่ผ่านมา LINE Platform เปิดให้เฉพาะบริการในเครือของ LINE เองเท่านั้น เช่น LINE News, LINE Live, LINE Part Time Jobs แต่ตอนนี้บริษัทพร้อมเปิด Platform ให้กับเว็บเซอร์วิสนอกบริษัทแล้ว
เว็บเซอร์วิสที่มาเชื่อมต่อจะเรียกว่า Official Web Apps สามารถเข้าถึงฟีเจอร์มาตรฐานของ Platform เช่น ระบบล็อกอิน, ระบบจ่ายเงิน LINE Pay, ระบบสะสมแต้ม, LINE Business Connect API
ผู้ใช้ LINE จะสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้จากแอพ LINE โดยตรง ไม่ต้องลำบากสร้างบัญชีล็อกอินใหม่ สามารถกรอกข้อมูลส่วนตัวที่บันทึกไว้ใน Profile+ ได้อัตโนมัติ การใช้งาน Web Apps ยังสามารถสะสมแต้ม LINE Points ได้ด้วย
เป้าหมายของ LINE ก็ชัดเจนว่าอยากให้คนมาใช้บริการ Web Apps บน LINE Platform แทนการใช้แอพแบบเนทีฟของระบบปฏิบัติการนั้นๆ รายการฟีเจอร์ก็ใกล้เคียงกัน มีระบบข้อความแจ้งเตือนแบบพุช (Push) แต่สะดวกกว่าตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องอัพเดต และไม่ต้องติดตั้งแอพลงในเครื่อง
Web Apps บน LINE Platform ยังถูกค้นพบ (Discovery) ได้ง่ายจากช่องทางต่างๆ เช่น การแชร์ ค้นหา แนะนำ
ลูกค้า LINE ภาคธุรกิจที่มี Official Account อยู่แล้ว สามารถซื้อบริการ Official Web Apps ในราคาเดือนละ 20,000 เยน (ประมาณ 6,300 บาท) ใช้งาน API ได้ไม่จำกัด แต่จำกัดจำนวนเพื่อนที่ 100,000 คน
ตัวบริการจะเปิดในช่วงฤดูร้อนกลางปีนี้ ตอนนี้มีพาร์ทเนอร์ในญี่ปุ่นแสดงความสนใจแล้ว 45 บริษัท

2. SME Partnership Program

หัวข้อแรกเป็นฟีเจอร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีเงินซื้อ Official Account ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ใช้ LINE@ ก็ได้ฟีเจอร์ใหม่ด้วยเช่นกัน ภายใต้ชื่อ SME Partnership Program ที่ช่วยให้ธุรกิจใกล้ชิดกับผู้ใช้มากขึ้น
ฟีเจอร์ใหม่มีหลายอย่าง เริ่มจาก Account Page ที่มีระบบปลั๊กอิน เลือกได้ว่าจะแสดงผลข้อมูลอะไรในหน้า Account
Chat API เปิดให้ภาคธุรกิจที่มีระบบส่งข้อความหลังบ้าน สามารถเชื่อมต่อกับระบบแชทของ LINE@ ได้ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น จองโต๊ะร้านอาหารผ่านการแชทใน LINE หรือ สอบถามข้อมูลสินค้าทาง LINE
ฟีเจอร์เหล่านี้จะเริ่มเปิดบริการในเดือนเมษายน 2016

3. Developers

ฟีเจอร์ส่วนนี้เปิดสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ LINE กำลังจะมี Chat Bot ครับ เปิด API ให้เราสามารถเชื่อมระบบ CRM หรือ IoT เข้ามาแชทได้
Chat Bot API และ Chat Bot Store เริ่มทดสอบระบบในเดือนเมษายนนี้ และเปิดใช้งานจริงช่วงกลางปี
ฟีเจอร์สำคัญอีกอย่างคือ เปิดระบบ Beacon ให้ LINE สามารถรับรู้ข้อมูลจากสถานที่ได้ ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า สามารถโปรโมทส่วนลดหรือกิจกรรมต่างๆ เมื่อผู้ใช้ LINE เดินเข้ามาในรัศมีของ Beacon (Bluetooth LE) บริการจะเริ่มทดสอบในเดือนพฤษภาคม
ฟีเจอร์อย่างที่สามคือ Chat AI ระบบบ็อตแบบปัญญาประดิษฐ์ (เหมือนกับ Facebook M) รูปแบบคือเปิดให้ปลั๊กอินภายนอกเข้ามาเชื่อมต่อได้ แปลว่าในอนาคต LINE จะฉลาดเข้าขั้น "ถามอะไรตอบได้" สามารถคุยกันได้เหมือนมนุษย์
บริการตัวนี้ต้องรอนานหน่อย เปิดปลายปีโน่นเลย
ในภาพรวมก็คือ หลังจากที่เรียกร้องกันมานาน ในที่สุด LINE ก็จะทำตัวเองเป็นแพลตฟอร์มกับเขาบ้างแล้ว (เหมือนกับที่ Facebook, Google ทำอยู่) ภาคธุรกิจจะสามารถสร้างแอพมาเชื่อมต่อ มาแชทคุยกับลูกค้าได้โดยตรง ผ่าน API ที่ LINE เตรียมไว้ให้เรานั่นเอง
กำหนดการของฟีเจอร์ต่างๆ ที่มาไม่พร้อมกัน
credit: blocknone

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

พบกับออนไลน์ รวยลัด คลิกกำไร 24 ชั่วโมง

 
    ทุกวันนี้ความก้าวหน้าของระบบไร้สาย 3G และ 4G ที่ทำให้ผู้คนยุคนี้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่าย สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้หันมารับชมข่าวสารออนไลน์ อัพเดทความเป็นไปในโลกโซเชียลมีเดีย และที่สำคัญคือ ซื้อ-ขายสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์กันมากขึ้น 
จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับเอสเอ็มอี ที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หรือผู้ประกอบการหน้าใหม่ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ไม่ยาก เพราะใช้งบลงทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการหาทำเลเปิดหน้าร้านปกติ ในขณะที่ประสิทธิภาพการเข้าถึงลูกค้านับว่าใช้ได้ทีเดียว สามารถสร้างยอดขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังขยายตลาดใหม่ๆ ได้อย่างไร้พรมแดน อย่างตลาดใหญ่ที่ใกล้ตัวคนไทยเราที่สุดก็เช่น ‘ตลาดอาเซียน’ ระบบออนไลน์นี้จะช่วยเปิดโอกาสการค้าขายกับคนมากกว่า 600 ล้านคน เลยทีเดียว

ช้อปปิ้งออนไลน์ขยายตัว มูลค่า 100,000 ล้านบาท

การช้อปปิ้งออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคและกำลังเป็นเทรนด์นิยมไปทั่วโลก จากการสำรวจของบริษัท PWC Consulting (ประเทศไทย)พบว่า บรรดานักช้อปทั่วโลกมีแนวโน้มซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือและแท็บเล็ตเพิ่มขึ้น โดยร้อยละ 41 ซื้อสินค้าผ่านแท็บเล็ตและร้อยละ 43 ซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนจึงไม่น่าแปลกใจหากผู้ประกอบการจะหันมาทำตลาดสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นอีกช่องทางการค้าหนึ่งที่สำคัญ

สำหรับแนวโน้มตลาดซื้อสินค้าทางออนไลน์ในประเทศไทยพบว่า มีสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2557 มูลค่าตลาดน่าจะมากกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่มีมูลค่าการตลาดประมาณ 90,000 ล้านบาท เนื่องจากการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตในทุกวันนี้สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้านระบบการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินผ่านออนไลน์ก็ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ในขณะที่คุณภาพสินค้าก็ดีไม่แพ้การมาซื้อสินค้าที่ร้าน แถมราคาอาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำ วันนี้ผู้ประกอบการยุคใหม่ไม่รอให้ผู้บริโภคเดินทางมาถึงหน้าร้าน แต่ส่งโปรโมชั่นสินค้าผ่านทางอีเมลหรือ SMS ให้แก่ลูกค้าโดยตรง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว

ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าหลายช่องทาง

PWC ยังเผยอีกว่า ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคมากขึ้นนั้น มีผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตเกือบครึ่ง หรือร้อยละ 48 ที่ตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านสื่อออนไลน์ และเกือบร้อยละ 60 ที่ติดตามแบรนด์สินค้าหรือร้านค้าปลีกที่ตนชื่นชอบผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ผลสำรวจยังเสนอแนะถึงสิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในยุคออนไลน์ ดังนี้
1. ต้องนำเสนอหรือถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจของแบรนด์สินค้า และสร้างความประทับใจผ่านการสร้างประสบการณ์อันดีในการช้อปปิ้ง (Customer Experience) ให้กับลูกค้า
2. ความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
3. พัฒนาระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานกับอุปกรณ์สื่อสารได้หลากหลายประเภท
4. ความสามารถในการเลือกสินค้าในสต๊อกออนไลน์แบบเรียลไทม์ การติดตั้งสัญญาณ WiFi ภายในร้านค้า
5. การสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย อีเมล โทรศัพท์ และการซื้อสินค้าที่หน้าร้าน
6. พัฒนาแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ของร้านค้าบนมือถือ
7. การโต้ตอบกับลูกค้าผ่านสังคมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ
8. ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตสินค้าโดยตรง เนื่องจากผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าออนไลน์จากผู้ผลิตสินค้าโดยไม่ผ่านร้านค้าปลีกมีจำนวนมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญต่อจากนี้คือ หากผู้ประกอบการยังไม่มีเว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย เป็นช่องทางในการค้าขาย ก็ได้เวลาที่จะต้องมีเครื่องมือการตลาดออนไลน์เหล่านี้เป็นของตนเองเสียที ทั้งยังต้องรู้จักพัฒนากลยุทธ์และโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หันมาซื้อสินค้าผ่าน
ทางแท็บเล็ตและมือถือมากขึ้น รวมทั้งต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดออนไลน์ด้วย


4 ช่องทาง สร้างหน้าร้านออนไลน์

สำหรับเครื่องมือการตลาดออนไลน์ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมี เพราะจะช่วยแจ้งเกิดแบรนด์สินค้าและสร้างยอดขายได้ดีมีอยู่ 4 ช่องทางที่สำคัญ ซึ่งก็มีทั้งแบบฟรี และมีค่าใช้จ่ายตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ลงทุน ดังนี้

• เว็บไซต์ ผู้ที่ยังไม่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง หากต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าทั่วโลก เว็บไซต์จะเป็นนามบัตรออนไลน์ที่แนะนำความเป็นมืออาชีพของผู้ประกอบการได้ดีที่สุด ด้วยพื้นที่ที่เอื้ออำนวยในการสื่อสารข้อมูลที่ต้องการได้หลากหลายภาษา ขณะเดียวกันก็รองรับระบบการค้าออนไลน์ ทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจคลิกสั่งซื้อสินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

หากมีความสามารถในการทำเว็บไซต์ ก็ควรลงมือทำทันที หรือไม่ก็เลือกใช้บริการบริษัทผู้ให้บริการจัดทำเว็บไซต์มืออาชีพ ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าบริการก็ไม่แพง มีเงินหลักพันบาท ก็สามารถเป็นเจ้าของเว็บไซต์หน้าตาสวย ใช้งานได้ตามต้องการ สำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ปกติเน้นให้ข้อมูลบริษัท หรือทำหน้าที่เพียงแค่เป็นแค็ตตาล็อกสินค้า อย่ารอช้าที่จะพัฒนาเว็บไซต์ให้สามารถรองรับการซื้อสินค้าออนไลน์ในทันที

• เฟซบุ๊ก ถือเป็นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในเมืองไทยถึง 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่นอกจากจะใช้โซเชียลมีเดียสร้างสังคมออนไลน์ ยังใช้พื้นที่ตรงนี้สร้างเพจร้านค้าบนเฟซบุ๊ก เพื่อโปรโมทสินค้าหรือบริการของตนเอง เนื่องจากเป็นช่องทางที่แทบจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีงบน้อย

วิธีสร้างเพจบนเฟซบุ๊ก เริ่มจากเข้าไปที่หน้า Create Page เลือกหมวดเพจที่ตรงกับธุรกิจ เช่น กรณีมีหน้าร้านที่ลูกค้าสามารถแวะไปได้ ให้เลือก Local Business or Place of interest หากมีแบรนด์หรือสินค้าเป็นของตนเอง แต่ไม่มีหน้าร้านให้เลือก Brand or Product จากนั้นใส่รายละเอียดต่างๆ จนครบ เท่านี้ก็จะได้เพจหน้าร้านที่สามารถนำเสนอขายสินค้าได้แล้ว ทั้งนี้ มีข้อแนะนำว่า การตั้งชื่อร้านควรคำนึงถึงสินค้าที่จะนำเสนอขาย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย เมื่อลูกค้าเข้ามากด Like ข้อความที่เจ้าของเพจนำเสนอก็จะไปปรากฏให้ลูกค้าเห็นในหน้า News feed

• อินสตาแกรม โซเชียลมีเดียอีกตัวที่กำลังมาแรง สำหรับผู้ที่ชอบถ่ายรูปและแบ่งปันให้คนอื่นๆ ได้เห็น ซึ่งผู้ที่ทำธุรกิจหลายคน ก็นิยมใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางในการทำการตลาดเพื่อเข้าถึงคนจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เริ่มต้นจากการสร้างตัวตนของธุรกิจบนอินสตาแกรม โดยใช้ชื่อแบรนด์ บริษัท เป็นชื่อในการสมัคร เพื่อให้คนมาติดตาม จากนั้นกำหนด Hash Tag ของธุรกิจ สำหรับอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้ค้นหา หรือติดตามข้อมูลและภาพทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ สินค้า หรือบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขั้นตอนต่อไปคือ การถ่ายภาพสินค้าใหม่ๆ อัพลงไปในอินสตาแกรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ที่ติดตามทราบว่าตอนนี้มีสินค้าอะไรมาใหม่ ขณะเดียวกันอาจคั่นด้วยการเล่าเรื่องราวด้วยภาพการทำงานเบื้องลึก เบื้องหลัง เป็นการสร้างสีสันเรื่องราวให้ผู้ติดตามไม่รู้สึกเบื่อ และเข้าถึงประสบการณ์ใช้งานสินค้าหรือบริการได้ดี

• แอปพลิเคชั่น ถือเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ทุกวันนี้
ผู้บริโภคทั่วโลกจะซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์บนมือถือ มากกว่าแอปพลิเคชั่น แต่สำหรับผู้ที่มีทุนทรัพย์ ถือเป็นการลงทุนที่ไม่เสียหลาย เพราะแอปพลิเคชั่นจะทำให้ร้านค้าทั้งร้านไปอยู่บนมือถือของลูกค้าได้ทันที ถือเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นในสายตาลูกค้า โดยผู้ให้บริการเขียนแอปพลิเคชั่นจะสร้างแอปพลิเคชั่นร้านค้าไว้บน App Store และ Google Play เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดและติดตั้งได้ฟรีทันที


แอปพลิเคชั่นดังกล่าวจะทำหน้าที่เสมือนร้านค้าออนไลน์ไม่ต่างจากเว็บไซต์ ที่พร้อมให้ลูกค้าช้อปปิ้งออนไลน์ได้ทุกที่
ทุกเวลา เพียงแต่เข้าไปที่แอปพลิเคชั่นบนหน้า Home Screen โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยังเว็บบราวเซอร์เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์อีกต่อหนึ่งให้วุ่นวาย แต่ผู้ประกอบการต้องลงทุนหนักในครั้งแรกระดับหมื่นบาท ส่วนปีต่อๆ ไปก็จะมีค่าบริการดูแลแอปพลิเคชั่นด้วย


ทำการตลาด เข้าถึงลูกค้าออนไลน์

เมื่อมีหน้าร้านออนไลน์แล้ว ขั้นตอนสำคัญคือ การทำการตลาด เพื่อทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์มองเห็นและเข้าถึงหน้าร้านของผู้ประกอบการให้มากที่สุด แต่หากต้องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะเข้าถึงได้อย่างชัดเจน เช่น เพศ อายุ อาชีพ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องแลกกับค่าโฆษณา ค่าโปรโมทที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่านั้น

อย่างเว็บไซต์ก็มีวิธีการโปรโมทเว็บไซต์ ด้วยการทำ SEO (Search Engine Optimization) หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ของการค้นหาในหน้าเว็บ Search Engine ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ทำให้ผู้คนรู้จักเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์
เพิ่มขึ้นอีกวิธีคือ การซื้อโฆษณา Google AdWords โดยเมื่อมีคนทำการค้นหา โฆษณาจะไปปรากฏอยู่ทางด้านขวาและด้านบนเสมอ หากมีการคลิกที่โฆษณาก็จะลิงก์ไปที่หน้าเว็บไซต์ในทันที โดยผู้ประกอบการจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับทาง Google แต่หากไม่มีการคลิกเกิดขึ้น ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด


กรณีเฟซบุ๊กมีเทคนิคว่า ในช่วงแรกให้โพสต์เรื่องราวสัพเพเหระทั่วไปก่อน เช่น บันเทิง ท่องเที่ยว อาหาร เพื่อให้มีคนมากดไลค์เพจร้านค้ามากๆ คราวนี้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการจะโพสต์สินค้าลงไป ก็จะทำให้สินค้ากระจายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หากมีคนสนใจก็จะแชร์ให้เพื่อนต่อไปอีก อย่างไรก็ดี ยังมีวิธีที่ช่วยเพิ่มไลค์อย่างรวดเร็ว นั่นคือ การซื้อบริการเพิ่มไลค์ หรืออีกวิธีหนึ่งคือการโปรโมทหน้าเพจที่สามารถเพิ่มจำนวนคนพบเห็น และเพิ่มจำนวนไลค์ให้มากขึ้นได้

สำหรับอินสตาแกรม อาจสร้างกิจกรรมกระตุ้นให้ลูกค้าถ่ายภาพสินค้าผ่านอินสตาแกรม โดยมีของรางวัลจูงใจ เพื่อทำให้เกิดการพูดถึง และบอกต่อออกไปในโลกออนไลน์ อีกเทคนิคหนึ่งที่สามารถเพิ่มจำนวนคนติดตามได้ ก็คือการฝากร้านกับอินสตาแกรมของศิลปินที่มีชื่อเสียง หากมีผู้สนใจก็จะคลิกเข้าไปในอินสตาแกรมของร้านค้าอีกทีหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อพื้นที่โฆษณาในอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากได้เช่นกัน 

หากเป็นแอปพลิเคชั่นก็ต้องกระตุ้นให้คนดาวน์โหลด ทุกวันนี้มีแอปพลิเคชั่นอยู่มากมายบน  App Store และ Google Play ที่รอมาเพิ่มใหม่ก็มีอีกเพียบ ก่อนที่แอปพลิเคชั่นจะถูกกลืนหายไป ต้องโปรโมทแอปพลิเคชั่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้ที่สนใจตัดสินใจดาวน์โหลดมาใช้งาน จะเห็นได้ว่าการเชื่อมโยงเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น และโซเชียลมีเดียทั้งหลายเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร อันนำมาซึ่งการเพิ่มยอดขายในท้ายที่สุด

ข้อควรใส่ใจเมื่อเปิดร้านออนไลน์

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการพึงระวังคือ เมื่อเปิดร้านออนไลน์แล้วจะมียอดขายเข้ามาเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไร ในความเป็นจริง การประกอบธุรกิจออนไลน์ต้องอาศัยความใส่ใจพอสมควร ตั้งแต่การตกแต่งหน้าร้านให้ดูดี มีเนื้อหาที่ทันสมัย หมั่นอัพเดทสินค้าใหม่ๆ ให้หน้าร้านมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักช้อปปิ้งออนไลน์ และสร้างความมั่นใจว่าร้านค้านั้นมีตัวตนอยู่จริง 

ที่สำคัญที่สุดคือ การเอาใจใส่ลูกค้า ถึงแม้จะไม่เจอหน้ากันโดยตรง แต่ลูกค้าสามารถรับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ของผู้ประกอบการ อย่างเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม เช่น การตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว การส่งของให้ตรงเวลา หรือแม้กระทั่งการบรรจุหีบห่อสินค้าให้ดูสวยงาม รวมทั้งฟังและติดตามลูกค้าว่าพูดถึงแบรนด์หรือธุรกิจอย่างไรในโลกออนไลน์ ถือเป็นการวัดผลเสียงติ หรือชมสินค้าได้ในระดับหนึ่ง หากผู้ประกอบการใส่ใจตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง สังคมออนไลน์จะไม่ใช่เพียงเป็นช่องทางสร้างยอดขาย แต่ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และสร้างความภักดีต่อแบรนด์สินค้าได้อีกทางหนึ่ง ต่อให้มีการแข่งขันบนออนไลน์รุนแรงแค่ไหน ก็สามารถค้าขายได้อย่างยั่งยืน

เลือกใช้บริการซัพพลายเออร์มืออาชีพ

สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ก็สามารถเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ได้ เพราะในตลาดมีผู้ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่หากผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจ กรณีอยากขายสินค้าออนไลน์ อาจทดลองด้วยการเปิดร้านค้า
ออนไลน์ฟรีกับตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ก่อน เพื่อรับรู้ถึงประสิทธิภาพของสื่อออนไลน์ด้วยตนเอง จากยอดขายที่เข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง หากพึงพอใจก็สามารถลงทุนเพิ่มตามแพ็คเกจต่างๆ ที่ผู้ให้บริการได้กำหนดไว้


กรณีต้องการจัดทำเว็บไซต์เป็นของตนเอง ต้องยอมรับว่าในตลาดมีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในรูปแบบฟรีแลนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการมักจะตัดสินใจเลือกใช้งาน เพราะคิดว่าค่าบริการไม่น่าจะสูงเมื่อเทียบกับรูปแบบบริษัท แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเจอผู้ให้บริการที่ขาดจรรยาบรรณ ก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงิน พร้อมกับได้รับงานที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ดีอีกด้วย

การไว้วางใจเลือกใช้บริการกับบริษัทผู้ให้บริการมืออาชีพ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยข้อดีคือ คนทำธุรกิจจะเหมือนมีพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการทำธุรกิจตลอดเวลา มีเครื่องมือต่างๆ ที่จะคอยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ สินค้าขายได้ ทั้งยังสามารถขยายธุรกิจได้ตามต้องการในหลากหลายช่องทางที่เชื่อมต่อถึงกัน เรียกว่าลงทุนทีเดียว แต่สามารถขายสินค้าได้ทั้งหน้าร้าน บนเว็บไซต์แอปพลิเคชั่นบนมือถือ และโซเชียลมีเดีย รับทรัพย์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างนี้ แล้วจะไม่ให้รวยได้อย่างไร… 
ที่มา : นิตยสาร SMEs

เป็นไงครับ จริงที่ว่าทุกวันนี้โลกเราง่ายๆ เพียงแค่เรา กด คลิก เราก็สามารถที่จะทำอะไรได้หลายๆอย่าง จากความสะดวกสบายเหล่านี้ถ้าเราทำให้มันเป็นประโยชน์จนในที่สุด มันก็จะเกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างได้ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
มาพบกันใหม่กับ SimpleThings เรื่องง่ายๆที่คุณก็ทำได้ สวัสดีครับ